คีเลียน เอ็มบัปเป้ ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศสและเรอัล มาดริด ออกแถลงการณ์ขอโทษชาวจีน หลังคลิปสัมภาษณ์เกี่ยวกับมีมล้อเลียนตัวเองที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
จนบริษัทชั้นนำของจีนอย่าง เหมิงหนิว ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ และตงเผิง แบรนด์เครื่องดื่ม ประกาศยุติความร่วมมือกับเจ้าตัวทันที ต้นตอของเรื่องมาจากรายการทอล์กโชว์ของฝรั่งเศส ซึ่งเอ็มบัปเป้ถูกถามว่ามีมีมเกี่ยวกับตัวเองชิ้นไหนที่ทำให้เขาหัวเราะมากที่สุด
เจ้าตัวตอบถึงวิดีโอที่นำใบหน้าของเขาไปใส่บนร่างของผู้นำเผด็จการชาวจีน
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อเหมา เจ๋อตงโดยตรง แต่ภาพประกอบในรายการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นใคร พร้อมยอมรับว่ามีมดังกล่าวทำให้เขาขำและมักนำไปใช้เล่นกับเพื่อนอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่และส่งต่ออย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ก็เกิดกระแสไม่พอใจจากชาวจีน ก่อนที่บริษัทผู้สนับสนุนทั้งสองแห่งจะประกาศยุติความร่วมมือ
โดยเหมิงหนิวระบุว่า บริษัทไม่ยอมรับคำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่สร้างความขุ่นเคืองต่อความรู้สึกของประชาชนชาวจีน ขณะที่ตงเผิงก็แสดงจุดยืนในลักษณะเดียวกัน พร้อมยืนยันให้การยุติความร่วมมือมีผลทันที
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่การนำใบหน้าของเอ็มบัปเป้ไปตัดต่อเป็นมีม แต่เป็นการเชื่อมโยงภาพของเขาเข้ากับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนด้วย เพราะเหมา เจ๋อตง คือผู้นำผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 ทำให้การนำภาพของเขามาใช้ในบริบทล้อเลียนอาจถูกตีความแตกต่างจากมุกตลกทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อถูกเผยแพร่ในวงกว้างและเข้าถึงผู้คนที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมต่างกัน
หลังเกิดกระแสวิจารณ์ เอ็มบัปเป้ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษเป็นภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีนกลาง และภาษาอังกฤษ โดยยอมรับว่าความคิดเห็นของตัวเองในบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการตอบสนองที่ขาดวิจารณญาณ และเพิ่งเข้าใจว่าคำพูดนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนในจีน รวมถึงชุมชนชาวจีนทั่วโลก พร้อมยืนยันว่าเขาไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น และมีความเคารพต่อประชาชนจีนและประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างจริงใจ
ประเด็นนี้ยังลุกลามไปถึงวงการฟุตบอลจีน เมื่อสมาคมฟุตบอลจีนออกแถลงการณ์ประณามความคิดเห็นดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เรอัล มาดริดออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะด้วย โดยระบุว่านักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติควรยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรม ระมัดระวังการแสดงออก และตระหนักถึงอิทธิพลของตัวเองที่มีต่อสังคม
ด้าน ฆาเบียร์ เตบาส ประธานลาลีกา ก็ออกมาขอโทษประชาชนจีนแทนองค์กร โดยยอมรับว่าคำพูดของเอ็มบัปเป้สร้างความไม่พอใจและความเสียหายต่อความสัมพันธ์ที่วงการฟุตบอลสเปนสร้างไว้กับจีน พร้อมย้ำว่าลาลีกาให้ความสำคัญกับแฟนบอลชาวจีน
และกำลังประสานงานกับพันธมิตรในประเทศเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ขณะที่ลาลีกายังประกาศเตรียมจัดทำแนวทางด้านการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก
สำหรับมีมที่นำเอ็มบัปเป้ไปเปรียบเทียบกับผู้นำเผด็จการ เริ่มแพร่หลายในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2024 และกลับมาเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในช่วงฟุตบอลโลกช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยมีทั้งภาพตัดต่อและวิดีโอที่นำพฤติกรรมของเขาในสนามมาตีความในเชิงล้อเลียนว่าเป็นคนชอบสั่งการหรือมีอำนาจเหนือผู้อื่น
แม้มีมเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นในลักษณะล้อเล่นบนโลกออนไลน์ แต่กรณีล่าสุดแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่นักฟุตบอลมองว่าเป็นเรื่องขำขันส่วนตัว อาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้ เมื่อเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความรู้สึกของผู้คน และความสัมพันธ์กับแบรนด์ในตลาดระดับโลก
สำหรับนักฟุตบอลระดับโลก ชื่อเสียงไม่ได้มีมูลค่าเฉพาะในสนาม แต่ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจและตลาดผู้บริโภคในหลายประเทศด้วย แบรนด์ที่เลือกสนับสนุนนักกีฬาไม่ได้พิจารณาเพียงผลงานหรือจำนวนแฟนคลับเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์และความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าของตัวเองด้วย
กรณีของเอ็มบัปเป้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงคำตอบในรายการสัมภาษณ์ แต่เมื่อคำพูดนั้นถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ผลกระทบก็อาจขยายจากพื้นที่ออนไลน์ไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การยุติสัญญาของทั้งสองแบรนด์ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนดังทุกคนจะต้องเผชิญผลลัพธ์แบบเดียวกัน เพราะแต่ละกรณีย่อมขึ้นอยู่กับบริบทและการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้จบลงแค่การขอโทษของเอ็มบัปเป้ แต่ยังกลายเป็นบทเรียนเรื่องการใช้คำพูดและอิทธิพลของคนดังในยุคที่คลิปเพียงไม่กี่วินาทีสามารถสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว