เบื้องหลังความสำเร็จ แอต.มาดริดปั้นสโมสรสู่ธุรกิจพันล้าน ได้อย่างไร?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากทีมที่เคยตกชั้น สู่สโมสรฟุตบอลมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ แอต.มาดริดสร้างการเติบโตผ่านสนามเหย้า ผู้สนับสนุน และฐานแฟนบอลทั่วโลกได้อย่างไร?

ทัพตราหมี แอตเลติโก มาดริด กำลังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งในและนอกสนาม หลังคว้าชัยในลีกติดต่อกัน 7 นัด ยิงได้ 22 ประตู เสียเพียง 8 ประตู ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของทีมที่กำลังเก็บเกี่ยวผลจากการเสริมทัพอย่างมีประสิทธิภาพตลอดสองช่วงตลาดซื้อขายนักเตะที่ผ่านมา

นักเตะที่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ปี 2025 อย่าง อเล็กซ์ บาเอนา, ดาวิด ฮานซ์โก้ และ มาร์ค พูบิลล์ ต่างยกระดับผลงานของตัวเองขึ้นมาได้อย่างชัดเจน 

ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ โค้ชตราหมี Reuters/Pablo Morano
ซิเมโอเน่

ส่วน คริสเตียน โรเมโร่, อเล็กซ์ กรีมัลโด้ และ อี คัง-อิน ก็ปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว และโจนาธาน เดวิด เองก็มีช่วงเวลาที่สร้างผลงานให้ทีมได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแอตเลติโก มาดริดในวันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องผลงานของนักฟุตบอลหรือการทำทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เท่านั้น เพราะเบื้องหลังยังมีการวางรากฐานทางธุรกิจที่ช่วยยกระดับสโมสรให้กลายเป็นแบรนด์ฟุตบอลระดับโลก

จากสโมสรที่เคยผ่านช่วงเวลาตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ สู่ทีมที่คว้าแชมป์ลาลีกาเพิ่มอีก 2 สมัย กลายเป็นขาประจำในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และก้าวไปถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2026 ปัจจุบันแอตเลติโก มาดริดยังถูกประเมินมูลค่าไว้สูงถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ (Forbes)

โดยความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้จากหลายฝ่าย ทั้งนักเตะและทีมงานเบื้องหลังที่ช่วยกันขับเคลื่อนสโมสร ตั้งแต่การบริหารสนามแข่งขัน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ไปจนถึงการขยายฐานแฟนบอลในต่างประเทศ

ภูมิใจที่แตกต่างจากคนอื่น

พูดกันตามตรง แอตเลติโก มาดริดอยู่ในสถานะทีมรองเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่า มาโดยตลอด รวมถึงมีเอกลักษณ์ด้านฟุตบอลที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยเฉพาะแนวทางการเล่นที่เน้นเกมรับอย่างมีวินัย ซึ่งเป็นภาพจำสำคัญของทีมภายใต้การคุมทัพของซิเมโอเน่

ออสการ์ มาโย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของสโมสร มองว่าการแข่งขันกับเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่า ทำให้แอตเลติโกต้องค้นหาจุดยืนและสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่เสมอ 

มาโยยังอธิบายอีกว่า การต้องแข่งขันกับเรอัล มาดริดและบาร์เซโลนาาในทุกด้าน ทำให้สโมสรจำเป็นต้องคิดและทำสิ่งต่าง ๆ ให้แตกต่างออกไป เพราะแอตเลติโกอยู่ในฐานะผู้ท้าชิง ดังนั้นทุกการตัดสินใจจึงต้องตั้งคำถามเสมอว่าจะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างไร

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเปิดสนามเหย้าแห่งใหม่ในปี 2017 ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า ริยาดห์ แอร์ เมโทรโปลิตาโน สนามแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แข่งขันฟุตบอล แต่ยังกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้ให้สโมสรอย่างมหาศาล

สนามแห่งนี้เคยเป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปี 2019 และมีกำหนดจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี 2027

มาโยเปิดเผยว่า สนามแห่งใหม่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับสโมสรอย่างมาก โดยสามารถสร้างรายได้ประมาณ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฤดูกาล เพิ่มขึ้นจากสนามเดิมอย่างบิเซนเต้ กัลเดรอน ที่ทำรายได้เพียง 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฤดูกาล

จุดเด่นสำคัญคือสโมสรสามารถใช้สนามสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี แม้จะไม่มีการแข่งขันฟุตบอลก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการจัดคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมบันเทิงขนาดใหญ่ โดยมีศิลปินระดับโลกอย่าง BTS และบรูโน่ มาร์ส อยู่ในรายชื่อการแสดงที่วางแผนไว้

นอกจากนี้ แอตเลติโกยังมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่รอบสนามให้กลายเป็นโครงการที่เรียกว่า “Sports City” ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมด้านกีฬาและความบันเทิง ทั้งสถานที่จัดคอนเสิร์ตร่วมกับ Live Nation ร้านค้าจากแบรนด์พันธมิตรอย่าง Nike รวมถึงศูนย์ออกกำลังกาย

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรต้องการใช้สนามฟุตบอลเป็นศูนย์กลางของธุรกิจที่หลากหลาย และสร้างรายได้จากกิจกรรมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 90 นาทีในสนาม

เติบโตทางธุรกิจ แต่ไม่ทิ้งแฟนบอลเดิม

แม้แอตเลติโกจะต้องการขยายฐานธุรกิจและยกระดับสถานะของสโมสร แต่การรักษาความสัมพันธ์กับแฟนบอลดั้งเดิมก็ยังเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญ

เฟร์นันโด ฟาริซา ผู้อำนวยการฝ่ายสมาชิกและกิจกรรมเพื่อสังคมของสโมสร อธิบายว่า แอตเลติโกพยายามจัดสรรที่นั่งอย่างน้อย 80-85% ให้กับสมาชิกที่ถือตั๋วปี เพราะนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศในสนามแล้ว ยังทำให้สโมสรสามารถกำหนดราคาบัตรได้หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และครอบครัวพาเด็ก ๆ เข้ามาชมเกมได้

อีกหนึ่งแนวทางคือการสร้างกิจกรรมสำหรับแฟนบอลรุ่นเยาว์โดยเฉพาะ อย่าง Kids Challenge ที่สนามริยาดห์ แอร์ เมโทรโปลิตาโน ซึ่งเป็นประสบการณ์ทัวร์สนามที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีส่วนร่วมกับสโมสรมากขึ้น

ฟาริซาเปิดเผยว่า ปัจจุบันสมาชิกเกือบ 45% ของสโมสรมีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญต่ออนาคตของแอตเลติโก เพราะการสร้างฐานแฟนบอลรุ่นใหม่จะช่วยให้สโมสรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแอตเลติโกแล้ว บรรยากาศในสนามคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ไม่ว่าทีมจะชนะหรือแพ้ สโมสรยังต้องรักษาความรู้สึกผูกพันระหว่างทีมกับแฟนบอลเอาไว้ให้ได้

เมื่อสโมสรประสบความสำเร็จในสนาม ความสนใจจากแบรนด์ต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่แอตเลติโกไม่ได้ต้องการเพียงจำนวนผู้สนับสนุนที่มากขึ้นเท่านั้น เพราะคุณภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เข้ามาร่วมงานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ปัจจุบันแอตเลติโกมีพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย เช่น Red Bull, LG, Riyadh Air และ Hyundai รวมถึง Nike ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสโมสร

Nike ร่วมงานกับแอตเลติโกมาตั้งแต่ปี 2001 และเพิ่งต่อสัญญาความร่วมมือออกไปจนถึงปี 2035 โดยมีรายงานว่าสัญญาฉบับเดิมสร้างรายได้ให้สโมสรราว 15 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่ข้อตกลงฉบับใหม่จะทำให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จในสนามช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสโมสรในสายตาของแบรนด์ระดับโลก และเปิดโอกาสให้แอตเลติโกสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง

มาถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการขยายแบรนด์แอตเลติโกไปสู่แฟนบอลทั่วโลก โดยมี วาเลริโอ โกรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของสโมสร เป็นผู้ดูแลทิศทางดังกล่าว

ในเดือนกุมภาพันธ์ สโมสรได้เปิดตัว “Mr. Red” เอเจนซีด้านการตลาดกีฬาที่พัฒนาขึ้นภายในองค์กร เพื่อสร้างแคมเปญและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับแฟนบอลในรูปแบบใหม่

โกรีมองว่า แอตเลติโกเป็นสโมสรฟุตบอล ดังนั้นการทำการตลาดจึงไม่ควรยึดติดกับรูปแบบโฆษณาสินค้าแบบเดิม ๆ แต่ต้องหาวิธีสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอลผ่านเรื่องราวและประสบการณ์ที่พวกเขารู้สึกมีส่วนร่วม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความร่วมมือกับ Netflix เพื่อโปรโมตภาพยนตร์ Peaky Blinders: The Immortal Man ระหว่างเกมเหย้าของสโมสร โดยมีนักแสดงที่แต่งกายเป็นสมาชิกแก๊งจากซีรีส์เดินพาแฟนบอลและนักเตะไปรอบสนาม พร้อมเนรมิตผับสไตล์อังกฤษที่จำลองบรรยากาศจากสำนักงานใหญ่ของแก๊งในเรื่องขึ้นมาอีกด้วย

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากบนโลกออนไลน์ และแสดงให้เห็นว่าสโมสรสามารถนำวัฒนธรรมฟุตบอลไปเชื่อมโยงกับความบันเทิงในรูปแบบอื่นได้

นอกจากนี้ สโมสรยังตั้งราคาสินค้าและเครื่องดื่มให้เข้าถึงง่าย เพื่อดึงดูดคนที่ยังไม่ได้เป็นแฟนบอลให้เข้ามาทำความรู้จักกับทีมมากขึ้น โกรีมองว่า บางครั้งเป้าหมายของกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่รายได้ทันที แต่อยู่ที่การเพิ่มจำนวนแฟนบอลและสร้างความผูกพันกับสโมสรในระยะยาว

แถมแอตเลติโก มาดริด ยังพยายามเพิ่มรายได้จากการขายเสื้อและของที่ระลึกของสโมสรด้วย เรเน อาบริล ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของทีม จึงพัฒนาระบบซื้อสินค้าออนไลน์ขึ้นมาเอง หลังพบว่าการขายผ่านเว็บไซต์ Fanatics มีข้อจำกัด ทำให้สโมสรจัดโปรโมชันได้ไม่สะดวกนัก

เมื่อมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แอตเลติโกก็สามารถจัดแคมเปญขายสินค้าในช่วงเวลาพิเศษได้ง่ายขึ้น เช่น การออกของที่ระลึกในช่วงที่ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโกปา เดล เรย์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2013 โดยมาโยเปิดเผยว่า หลังจากสโมสรเข้ามาดูแลเว็บไซต์ขายสินค้าเอง ยอดขายเสื้อแข่งขันก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ขณะที่ วิคเตอร์ มาเธสัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การกีฬา มองว่า การลงทุนสร้างสนามเหย้าที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสโมสรสามารถใช้จัดการแข่งขัน คอนเสิร์ต และกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อหารายได้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอเพียงวันที่มีเกมฟุตบอลเท่านั้น

เขายังมองว่า การทำให้คนทั่วโลกรู้จักและจดจำแบรนด์แอตเลติโกได้มากขึ้น จะช่วยให้สโมสรดึงดูดผู้สนับสนุนและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าแอตเลติโกกำลังพัฒนาสโมสรไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการใช้สนามสร้างรายได้ การร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลก การดูแลแฟนบอลรุ่นเก่าและสร้างแฟนบอลรุ่นใหม่ รวมถึงการขยายฐานผู้สนับสนุนไปยังต่างประเทศ

เป้าหมายของแอตเลติโกจึงไม่ได้มีเพียงการต่อสู้กับเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่าในสนามเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างสโมสรให้เติบโตอย่างมั่นคง และเป็นที่รู้จักในฐานะทีมฟุตบอลระดับโลกด้วย
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ