ทีมข่าว พีพีทีวี เอชดี 36 บุกหลวงพระบาง ตีตั๋วนั่งรถไฟลาว-จีน ระยะทางกว่า 414 กม. พร้อมพาส่องโอกาสทางการค้าไทย ลาว และไทยไปจีน
ทีมข่าวเดินทางมากับบริษัททัวร์ เลือกการเดินทางข้ามพรมแดนไทย-สปป.ลาว ด้วยรถบัส ผ่านด่านศุลกากรระหว่าง 2 ประเทศ ที่ด่านหนองคาย ก่อนที่จะมาใช้เส้นทางการเดินทางระหว่างเมืองในสปป.ลาว ด้วยการตีตั๋วรถไฟลาว-จีน จากสถานีเวียงจันทร์ – หลวงพระบาท
ใช้ระยะเวลาประมาณ 2.30 ชม. มีการแวะจอดส่งผู้โดยสารบางสถานี ทั้งนี้ เส้นทางรถไฟลาว-จีน เส้นทางความยาวของทั้งหมดรถไฟลาว-จีน 414 กม. เริ่มต้นจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงนครคุนหมิง ประเทศจีน
ภาพ : บรรยากาศห้องโดยสารชั้น 1 ราคาอยู่ที่ 275,000กีบ (ราว 540 บาท)
เช็กราคาค่าตั๋วรถไฟเส้นทางจากเวียงจันทร์ - หลวงพระบาท จากไกด์ทัวร์ ทราบว่า
- ตั๋วโดยสารชั้น 1 ราคาอยู่ที่ 275,000กีบ (ราว 540 บาท)
- ชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 435,000กีบ (ราว 840 บาท)
- ชั้นธุรกิจ ราคาอยู่ที่ 813,000 กีบ (ราว 1,626 บาท) บวกเพิ่มขาละ 100,000 กีบ (ราว 200 บาท) ต่อ 1 ใบ
โดยคาดว่าราคาที่บวกเพิ่ม น่าจะคิดเป็นค่าบริการจองแทนของบริษัททัวร์ หรือถ้าใครที่เดินทางเองสามารถจองผ่านแอปพลิเคชัน LCR Ticket ได้
ภาพ : ชั้นธุรกิจ ราคาอยู่ที่ 813,000 กีบ (ราว 1,626 บาท)
ภาพ : สถานีหลวงพระบางเมื่อมาถึงสถานีปลายทาง คือ หลวงพระบาง จากนั้นก็นั่งรถบัสต่อ เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ต่างๆในเมือง แวะเช็ก อินที่ “วัดเชียงของ” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง สร้างในรัชสมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ช่วงประมาณปี พ.ศ.2102-2103 หรือราว 464 ปีก่อน
สำหรับ วัดเชียงของได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงค์ และเข้าชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้าย ชมพระอุโบสถที่มีศิลปะแบบล้านช้าง หลังศรแอ่นโค้งต่ำซ้อนกันอยู่สามชั้น มีช่อฟ้าที่อยู่ตรงกลางของหลังคารวมกัน 17 ช่อ ถ้าเป็นคนสามัญสร้างจะมี 1-7 ช่อเท่านั้น ชมพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรในอูปมูง รวมถึงผนังสีชมพูภาพประดับกระจกสีเล่าถึงวิถีชีวิตชาวหลวงพระบาง
ภาพ : “วัดเชียงของ” ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง สร้างในรัชสมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ราว 464 ปีก่อน
ตลาดร้านกาแฟในสปป.ลาว สุดฮิต
สปป.ลาว เป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการลงทุนร้านคาเฟ่ แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 7.5 ล้านคน แต่เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงของโลก อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคในสปป.ลาวเริ่มเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคเครื่องดื่มที่มีแบรนด์และใส่ใจเรื่องอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของสปป.ลาว ทำให้ร้าน คาเฟ่มีโอกาสเติบโตสูง
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กาแฟถือเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญของสปป.ลาว ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิก้าในที่ราบสูงโบลาเวนทางตอนใต้ แถบแขวงจำปาสัก เซกอง และสาละวัน โดยกาแฟที่ปลูกจะมีจุดเด่น คือ เป็นกาแฟออร์แกนิก มีกลิ่นหอม รสชาตินุ่มแต่มีความเข้ม ส่งผลให้ สปป.ลาว เป็นผู้ผลิตกาแฟใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยมีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ เวียดนาม ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี และเบลเยี่ยม
ภาพ : คาเฟ่อเมซอน สาขา สปป.ลาว
การส่งออกกาแฟและเมล็ดกาแฟดิบของ สปป.ลาว ในปี 2565 เป็นมูลค่า 139.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10 จากปีก่อนหน้า โดยส่งไปเวียดนาม อับดับ 1 มูลค่า 53.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งมาไทยเป็นอันดับ 2 มูลค่า 25.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ไทยยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากเพื่อนบ้าน เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสปป.ลาว มีแผนที่จะพัฒนาการผลิตกาแฟให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงขยายการส่งออกมากขึ้น
ภาพ : ผลิตภัณฑ์จากนมควาย Lao Buffalo Dairyไทยและสปป.ลาว น่าจะสามารถร่วมมือเพื่อสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุตสาหกรรม กาแฟกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิจัยเชิงวิชาการ การร่วมทุน และการใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีในกรอบอาเซียน เพื่อการค้ากาแฟระหว่างกัน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ส่องโอกาสจากลาวสู่เกษตรกรไทยพัฒนา ฟาร์มควายนม ทางเลือกให้กับผู้แพ้นมวัว
ต่อมา เยี่ยมชมกิจการ Lao Buffalo Dairy ฟาร์มควายนมแห่งแรกของหลวงพระบาง เป็นธุรกิจเพิ่มทางเลือกทางโภชนาการสำหรับผู้แพ้นมวัว ขณะที่ในประเทศไทย ก็ยังมีผู้ประกอบการฟาร์มควายนมไม่มากนัก เช่น มูร่าห์ฟาร์ม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สอนศิริฟาร์มควายไทยที่ปราจีนบุรี ฟาร์มควายนมของโครงการหลวงแม่ทาเหนือ มูร่าห์เฮาส์ ในจังหวัดเชียงใหม่ และฟาร์มโคนมบ้านกุดรังจังหวัดนครนายก เป็นต้น โดยฟาร์มเหล่านี้มีการจำหน่ายนมควายและผลิตภัณฑ์จากนมควายเช่นกัน อาทิ โยเกิร์ต ชีส และไอศกรีม
โดยพบว่าผลิตภัณฑ์จากนมควายถือเป็นทางเลือกให้กับผู้แพ้นมวัว แต่ยังต้องการโภชนาการสูงจากนม โดยนมควายจะมีสารอาหาร เช่น แคลเซียม และโปรตีนสูง มีคลอเรสเตอรอลต่ำ และไม่มีกลิ่นคาว ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสินค้านมควายและผลิตภัณฑ์ได้เนื่องจากราคาดีและยังมีผลผลิตในปริมาณน้อย ในปัจจุบันประเทศที่มีการเลี้ยงควายนมมาก เช่น อินเดีย ปากีสถาน และจีน เป็นต้น
นางอรมน เสริมว่า โอกาสนี้ได้มีโอกาสสำรวจตลาดนมโคและผลิตภัณฑ์ในสปป.ลาว พบสินค้าแบรนด์ไทยวางจำหน่าย ทั้งนมสดพาสเจอร์ไรส์ และนมยูเอชที ซึ่งสปป.ลาว ถือเป็นตลาดส่งออกนมอันดับ 2 ของไทย รองจากกัมพูชา ในปี 2565 ไทยส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลก มูลค่า 593.11 ล้านดอลลาห์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.7 จากปี 2564 เป็นการส่งออกไปสปป.ลาว มูลค่า 76.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพ : ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และ ผู้บริหารโครงการท่าบกท่านาแล้งร่วมหารือขนส่งผลไม้ไทยผ่าน สปป.ลาว ไปจีน ลดระยะเวลาจาก 2 วัน เป็นไม่ถึง 15 ชม.
นอกจากนี้ ทีมงานยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมโครงการท่าบก (Dry Port) ท่านาแล้ง นครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว เพื่อมองหาโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทย ได้ใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟสปป.ลาว-จีน โดยนับตั้งแต่เส้นทางรถไฟจีน-ลาวเปิดให้บริการ เมื่อธันวาคม 2564 พบว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนได้เพิ่มขึ้นมาก จากที่มูลค่าส่งออกจากไทยทางด่านหนองคายผ่านแดน สปป.ลาวไปจีน อยู่ที่ 90.41 ล้านบาท ในปี 2564 แต่เมื่อเส้นทางรถไฟจีน-ลาว เริ่มเปิดใช้บริการ เมื่อธันวาคม 2564 พบว่า มูลค่าส่งออกจากไทยทางด่านหนองคายผ่านแดนสปป.ลาวไปจีน เพิ่มเป็น 1,964.89 ล้านบาท ในปี 2565
และในช่วง 5 เดือนแรกทปีนี้ การส่งออกทุเรียนสดจากไทยไปจีน ขยายตัวร้อยละ 364.69 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมถึงสินค้าอื่นๆ เช่น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลายข้าวเหนียว ยางพารา แร่เฮมาไทต์และหัวแร่ เม็ดพลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นรวมถึงผลไม้สดของไทยชนิดอื่นที่มีแนวโน้มทำตลาดได้ดีในจีน เช่น มะม่วง สับปะรด ลำไย มังคุด
ซึ่งสินค้าที่ผ่านเส้นทารถไฟจีน-ลาว ส่วนหนึ่งเพื่อเข้าสู่ตลาดสปป.ลาว และอีกส่วนหนึ่งเพื่อขึ้นรถไฟจีน-ลาว สู่ตลาดจีน โดยรถไฟจีน-ลาว ได้ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งลงอย่างมาก จากที่เคยใช้เวลาผ่านถนนเส้นทาง R3A ประมาณ 2 วัน เพื่อไปจีน เป็นใช้เวลาบนรถไฟไม่เกิน 15 ชั่วโมง
เกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย อาจใช้โอกาสนี้ ทำตลาดเพิ่มการส่งออกผลไม้ประเภทอื่นๆ ไปจีน รวมทั้งใช้ประโยชน์จาก FTA ทั้งกรอบอาเซียน-จีน (ACFTA) และความตกลง RCEP ซึ่งจีนไม่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าผลไม้ที่ส่งออกจากไทยแล้ว