จับชีพจร SME 2565 5 วิกฤต 7 ปัจจัยเสี่ยง 3 ระเบิดเวลา
ถอดสูตร พาจับชีพจร SME 2565 5 วิกฤต 7 ปัจจัยเสี่ยง 3 ระเบิดเวลา และยังมี 4 ทางออก ที่จะทำให้ผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตต่างๆ ไปได้
ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถ้านับดูเป็นรายย่อย 2.7 ล้านราย ขนาดย่อม 4.2 แสนราย ขนาดกลาง 4.3 หมื่นราย ซึ่งภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 99.5% มีอัตราการจ้างงาน 70% ราว 12 ล้านคน
เพราะฉะนั้น ถ้าธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจย่อมกระทบไปถึงภาพรวมทั้งหมดแน่นอน และในปี 2565 ที่ผ่านมาเป็นปีที่หนักหนาเอาการของเอสเอ็มอีเช่นกัน เมื่อต้องเผชิญกับ 5 วิกฤต 7 ปัจจัยเสี่ยง 3 ระเบิดเวลา
แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME กล่าวว่า 5 วิกฤต ที่เอสเอ็มอีเผชิญ สุขภาพ เศรษฐกิจ สงคราม สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งถือได้ว่าเจอกับทุกมิติของวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมิติของสุขภาพ โควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากได้รับผลกระทบ ทั้งเรื่องเปลี่ยนกิจการ ปิดกิจการ ปรับธุรกิจ ซวนเซ ต้นทุนของกิจการเพิ่มขึ้น
ซึ่งทำให้เอสเอ็มอีของเรา เผชิญกับ 7 ปัจจัยเสี่ยง คือ
1. รายได้ลด เอสเอ็มอีจำนวกมากเผชิญกับวิกฤตรายได้ลดทุกเซกเมนต์ราว 81% ซึ่งเศรษฐกิจแบบนี้จำเป็นต้องประหยัดรายจ่ายถ้ายอดขายลดลง บางทีมันมากระทบกับส่วนของค่าใช้จ่ายที่ต้องลดลงมาเป็นทอดๆ
ปัจจัยที่ 2 ต้นทุนที่เพิ่ม เอสเอม็อีต้นทุนสูงกว่าผู้ประกอบการขนาดอื่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเจอกับภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อต้นทุน และปัจจัยการผลิตต่างๆ ก็ต้องรับไปเต็มๆ เพราะเป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงยากแก้ปัญหายาก
ปัจจัยที่ 3 ค่าครองชีพสูง ทั้งปัญหาพลังงาน น้ำมัน แก๊สหุงต้ม ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเอสเอ็มอี แต่กระทบไปที่แรงงานที่อยู่ในภาคเอสเอ็มอี รวมถึงประชาชนก็ถูกในผลกระทบนี้เช่นกัน
ปัจจัยที่ 4 เงินเฟ้อ-เศรษฐกิจฝืด กลุ่มเอสเอ็มอีเมื่อต้นทุนสูงขึ้นถ้าไม่ทำการลดต้นทุนสิ่งนี้ก็ต้องส่งผ่านของต้นทุนราคาสินค้าไปสู่ผู้บริโภค เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กระทบกับค่าครองชีพ ปี 2565 ซึ่งเผชิญภกับาวะเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยทยอยปรับขึ้นมา
โดยสภาวะเอสเอ็มอีอัตราดอกเบี้ยก็สูงกว่าผู้ประกอบการขนาดอื่นอยู่แล้ว เมื่อเจอดอกเบี้ยขาขึ้น ก็มีผลต่อขีดความสามารถในการชำระหนี้ เท่ากับว่าอาจมีเรื่องสภาพคล่อง และต้องหาสินเชื่อเพื่อให้เกิดสภาพคล่องพาธุรกิจให้ไปต่อได้ แต่การเกิดข้อสินเชื่ออาจนำไปสู่ ปัจจัยที่ 5 หนี้เพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เอสเอ็มอี เจอ 3 ปัจจัยหลักอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ
- เอสเอ็มอีเป็น NPL ไปแล้ว กลุ่มนี้ "หมดสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อ"
- หลักประกัน กลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน หรือใช้หลักประกันเต็มแล้ว
- ขีดความสามารถในการชำระหนี้ รายได้น้อย ประกอบกับกิจการหลายรายปิดๆ เปิดๆ รายได้ไม่ต่อเนื่องในการประเมินความเสี่ยงอาจเข้าถึงแหล่งทุนได้ต่ำ
ปัจจัยที่ 6 ปัญหาการว่างงาน ทำให้เห็น GIG ECONOMY ผู้ประกอบการใหม่ๆ
อันดับที่ 7 ถือปัญหาใหญ่พอสมควรคือ ค่าแรง คุณแสงชัย เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรง เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะอยู่รอดในตลาดแรงงาน แต่ต้องอยู่ในอัตราที่เหมาะสม และสิ่งที่เหมาะสมในการปรับค่าแรง คือ ทิศทางการพัฒนาแรงงานไปสู่แรงงานที่มีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่มารวดเร็ว เข้ามาแทนแรงงานคน
ต่อมาคือ เรื่องของระเบิดเวลา 3 ลูก
ลูกแรกที่ประมาทไม่ได้ คือ หนี้ครัวเรือน ส่งต่อมาตั้งแต่ปี 2565 มาถึงปี 2566 ระกับหนี้ครัวเรือนอยู่สูงถึงเกือบ 90% ของจีดีพี เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้หนี้ครัวเรือนเหล่านี้เป็นหนี้ที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นก็ต้องออกแบบนโยบายต่างๆ ที่จะไปสร้างคุณภาพให้กับหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นเพื่อลดการเป็น
หนี้เสีย (ระเบิดเวลาลูกที่ 2) ซึ่งจากภาวะในปี 2563/2564/2565 ภาวะหนี้เสียเมื่อเกิดมาไม่ได้เกิดมาปีนั้นแล้วจบแต่จะเป็นผลพวงตามมาและในปีต่อๆ ไป เพราะฉะนั้น เรื่องของหนี้เสียต้องมีกระบวนการบริหารจัดการหนี้เสียอย่างไรที่จะทำให้ เกิดการฟื้นฟู ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวนไม่น้อยเมื่อเกิดหนี้เสียขึ้นมาแล้ว
แต่...ถ้าไม่มีกระบวนการในการฟื้นฟู ถอดบทเรียนแล้วสามารถให้เขากลับมาสู่ในระบบเศรษฐกิจปกติได้ ก็จะทำให้เกิดระเบิดเวลาลูกที่ 3 คือหนี้นอกระบบ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นในการที่จะทำให้กลับมาสู่ในระบบจะค่อนข้างยาก และมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น
ในองค์รวมภาครัฐเข้าใจในประเด็นปัญหาพอสมควร แต่จะทำอย่างไรที่จะไปทำเรื่องของมาตรการต่างๆ ที่จะไปฟื้นฟูหรือไปดูแลทั้ง 3 ก้อนนี้ให้เกิดกระบวนการที่จะลดจำนวนลงและสามารถคนที่ไปได้กลับฟื้นขึ้นมาก่อน
และ 4 ทางออกของเอสเอ็มอี ที่ทำให้ผู้ประกอบการยกระดับธุรกิจและผ่านพ้นไปได้ คือ
BCGD คือการ BCG Economy มาบวกกับ D Digital Economy ซึ่งวันนี้เราเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก เราเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเรื่องนวัตกรรม ใน WAVE ที่ 5 และกำลังเข้าสู่ WAVE 6 คือ เรื่องของการสร้างความยั่งยืน ด้วย BCG มีทั้งหมด 9 คลัสเตอร์ กับอีก 1 ดิจิทัล
9 คลัสเตอร์ คือ เกษตรอัฉริยะ นำเอาเทคโนโลยี IoT เข้ามา /อาหารแปรรูป ออร์แกนิค ฟู้ด ฟังก์ชันฟู้ด มีการเติบโตขึ้นทุก / พลังงานชีวภาพ พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน / กลุ่มเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ / สมุนไพร ที่รอการต่อยอด / ชีววัตถุ ทางการแพทย์ทางเลือก / การท่องเที่ยวเชิงปริมาณ มูลค่าเพิ่มสูง / ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ / การจัดการขยะ / การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม /
และอีก กลุ่มคือ D การสร้างแรงงานดิจิทัล การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การสร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล รวมถึงนักเรียน นักศึกษาที่เป็นดิจิทัล
ซึ่งการจะทำที่ทำให้อย่างที่กล่าวมาได้มีอยู่ 4 เรื่อง
1. ปรับตัวการลดต้นทุน เรียนรู้บริหารความเสี่ยง
2. เปลี่ยนแปลงโดยทำให้อยู่เป็นการใช้นวัตกรรมองค์ความรู้เทคโนโลยีทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม กล้าที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงในธุรกิจ
3. พอเพียง ทำให้เกิดความอยู่เย็น ไม่โลภ ไม่สร้างหนี้เกินตัว มีวินัยทางการเงิน เป็นภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ
4. ความซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินธุรกิจ
นำไปสู่การทำ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างความยั่งยืน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB