"ttb analytics" เผย ธุรกิจอาหารปี 68 แข่งขันเดือด คาด โตต่อเนื่อง 4 ปี
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ประเมิน ธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 5% เติบโตต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้ประเมิน แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 ว่า ธุรกิจร้านอาหารมีการเติบโตอย่างมั่นคง เพราะสินค้าประเภทอาหารเป็นสินค้าจำเป็นที่มีความต้องการจากผู้คนอยู่เสมอ และสามารถปรับราคาขึ้นได้ง่ายเมื่อมีราคาต้นทุนที่สูงขึ้น จากการสำรวจพบว่า แม้ในปี 2567 ปัญหาต้นทุนลดลง แต่การปรับราคาขายสินค้าในธุรกิจประเภทนี้ลงยังไม่ปรับตามสถานการณ์
จึงทำให้ธุรกิจร้านอาหารยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย ttb analytics จึง ประเมินว่าว่าในปี 2568 ตลาดจะขยายตัวต่อเนื่องไปถึง 6.12 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงในตลาด ก็อาจสร้างความกดดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการแข่งขัน หรือ Next Era เช่น การดำเนินธุรกิจแบบเชิงรุก และการทำธุรกิจตามกระแส
ปัญหาที่ธุรกิจร้านอาหารอาจต้องเจอ หากตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้น
แน่นอนว่าหากในอนาคตธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้ร้านอาหารในตลาดต้องเจอกับการแข่งขันสูง และอาจทำให้รายได้ลดลง โดย ศูนย์วิจัยฯ ทีทีบี ระบุว่า ถึงแม้ธุรกิจร้านอาหารสามารถเติบโตได้ แต่มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เช่น ในด้านอุปสงค์ หรือความต้องการซื้อ เพราะอาหารแต่ละประเภทสามารถแทนกันได้ ทำให้ความต้องการซื้อเพิ่มอาจไม่เติบโตตาม ธุรกิจที่ขยายตัว ขณะที่ด้านอุปทาน ธุรกิจร้านอาหารไม่มีข้อจำกัดในการ เกิดใหม่ของผู้ประกอบการใหม่ หรือ No Barrier to Entry ก็อาจทำให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขจำนวนร้านอาหารที่เพิ่มจาก 333,000 ร้านในปี 2562 เป็น 405,000 ร้านในปี 2567
ถึงแม้แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 จะเติบโต แต่ธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ อาจได้รับผลกระทบ
โดย ศูนย์วิจัยฯ ทีทีบี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีการประยุกต์ทฤษฎีการตลาด หรือเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้ในธุรกิจร้านอาหาร มีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่สามารถจับกลยุทธ์ Premium Mass & Niche Market ได้ดีกว่ารายใหญ่ เนื่องจากสามารถเน้นกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับรูปแบบอาหารของได้มากกว่า ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ในอดีตถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Premium ด้วยภาพลักษณ์ที่ตั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อกระแสของเทคโนโลยีเริ่มเข้ามา ทำให้การสั่งอาหาร ได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารสามารถขยายพื้นที่บริการได้มากขึ้น โดยไม่จำกัดว่าจะต้องมีหน้าร้าน ที่ถึงแม้ร้านอาหารจะไม่ได้อยู่ในห้าง ก็สามารถเป็นที่รู้จักได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น การรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การสร้างสตอรี่ของร้าน และด้วยการเจาะกลุ่มเป้าหมายส่งผลให้ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลาง สามารถใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการตั้งราคาตามความต้องการ และลูกค้าเต็มใจที่จะซื้อได้
ในขณะที่กลยุทธ์ในการตั้งราคาของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ตามความเต็มใจซื้อของลูกค้า อาจทำได้ยาก เนื่องจาก มีกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่เกินกว่าการทำเป็น Segment รวมถึงการรีวิวผ่านอินฟูลเอนเซอร์ การสร้างสตอรี้่ของกิจการร้านอาหาร ก็ทำได้ยาก จากหลายเหตุผล เช่น ความคุ้นชินในภาพลักษณ์ (Brand Familiarity) , ความเป็นไปได้ในการถูกตรวจสอบ (Scrutiny) และ ความเสี่ยงของการได้รับผลกระทบของภาพลักษณ์ (Reputation Risk)
ซึ่งเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงโดยเฉพาะในเรื่องการตลาดที่ส่งผลให้ Segment ที่เคยได้เป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการกลุ่มเดิม ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการกลุ่มใหม่ เช่น ธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ เมื่อเทียบรายได้กันกับปี 2562 พบว่าเติบโตเฉลี่ยเพียง 4.0% โดยในปี 2567 กลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 7.0% และ 7.5%
จากธุรกิจแบบ Traditional Location-Based Advantage สู่ Democratizing Food Delivery อาจทำให้ธุรกิจเติบโตมากกว่า
โดย ศูนย์วิจัยฯ ทีทีบี ยังระบุด้วยว่า การที่ตลาดธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงรูปแบบดำเนินธุรกิจจากการพึ่งพาทำเลที่ตั้งที่เฉพาะเจาะจง อย่าง การเปิดร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในทำเลดีเพื่อดึงดูดลูกค้าในสมัยก่อน เปลี่ยนไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่าง Food delivery เพื่อให้บริการจัดส่งอาหารสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในทำเลที่ดีหรืออยู่ใกล้กับลูกค้า จะส่งผลให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ในวงกว้าง และเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายราย ลดขนาดพื้นที่หน้าร้านและเน้นให้บริการในรูปแบบเดลิเวอรีแทน หรืออาจเป็นผู้ประกอบการรายที่ไม่ใช่ร้านอาหาร ที่เริ่มเข้ามาจับตลาดผ่านระบบ Cloud Kitchen มากขึ้น เพราะมีต้นทุนในการตั้งหรือประกอบธุรกิจต่ำกว่าก็ สามารถเข้ามาแย่งพื้นที่อุปสงค์ของเจ้าของทำเลเดิมได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเช่นในอดีต ซึ่งก็จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของธุรกิจในตลาดนี้อีกด้วย
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ ทีทีบี มองว่าธุรกิจร้านอาหารกำลังเข้าสู่ Next Era โดย การแข่งขันที่จะไม่เหมือนเดิม เนื่องจาก จากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยอุปสงค์มีข้อจำกัดในการขยายตัว ขณะที่อุปทานสามารถเพิ่มได้ตลอดเวลาเพราะไม่มีอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ทำให้บทบาทของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มที่มีความได้เปรียบในการทำตลาดเปลี่ยนไปจากเดิม
เช่น กลุ่มธุรกิจรายใหญ่บางราย เริ่มปรับกลยุทธ์เข้ามาจับตลาดลูกค้ากลุ่ม Mass ด้วยการปรับเมนูที่ง่ายต่อการกิน และกินคนเดียวได้ ให้กลายเป็นมื้อทางเลือกหนึ่งในชีวิตประจำวัน (Everyday Integration Strategy) และอาศัยแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่กลายเป็นวิถีชีวิตปกติ ส่งผลให้แม้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่จะเสียพื้นที่ตลาดบนให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่กลับได้พื้นที่ในกลุ่มของตลาด Mass ที่เป็นพื้นที่ในการประกอบธุรกิจของรายย่อย
ส่วน สถานการณ์การแข่งขันในยุคปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารรายใหม่เริ่มมีความนิยมดำเนินกลยุทธ์เปิดกิจการโดยเน้นสร้างกระแสหรืออิงตามกระแส เน้นรูปแบบการลงทุนระยะสั้นที่สามารถสร้างกำไรให้กับผู้ประกอบการในระยะหนึ่ง และพร้อมปิดตัวเมื่อกระแสเริ่มลดลง เพื่อไปสร้างกระแสหรืออิงตามกระแสใหม่ ๆ ส่งผลให้ร้านอาหารเหล่านั้นเข้ามาแย่งอุปสงค์จากร้านอาหารเดิมในพื้นที่ได้ และแม้กระแสจะเบาบางลง ก็จะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาสร้างกระแสเพื่อแย่งชิงพื้นที่ให้บริการเป็นวัฎจักรอย่างต่อเนื่องตามกระแสที่เปลี่ยนไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB