ทุนจีนบุกก่อสร้าง ซ้ำรับเหมาไทยแย่ลงกว่าเดิม
SCB EIC เผยเงินลงทุนจีนในภาคก่อสร้างปี 2567 แตะ 3,052 ล้านบาท โตเฉลี่ยปีละ 21% หนุนโครงการเชิงพาณิชย์–โยธา ซ้ำรับเหมาไทยแย่ลงกว่าเดิม
นางกัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยเกี่ยวกับการเข้ามาดำเนินงานของผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติในไทย พบว่า ภาพรวมการแข่งขันในภาคก่อสร้างไทยเริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนจีนที่รุกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้รับเหมาไทยเผชิญความเปราะบางจากต้นทุนสูงและรายได้ที่หดตัว
ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ไม่ต้องขอใบอนุญาต
ซึ่งภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างถูกจัดอยู่ใน “บัญชีสาม” ซึ่งเป็นกิจการที่คนไทยยังแข่งขันกับต่างชาติได้ไม่เต็มที่ การเข้ามาลงทุนของผู้รับเหมาต่างชาติจึงทำได้โดยถือหุ้นร่วมกับบริษัทไทยไม่เกิน 49% โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) แต่หากถือหุ้นเกินกว่า 49% ต้องขอใบอนุญาตดังกล่าวและมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3 ล้านบาท
ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสะสมแล้ว 623 ราย โดย ญี่ปุ่นครองสัดส่วนสูงสุด 42% ของทั้งหมด
นอกจากนี้ ผู้รับเหมาจากต่างชาติยังนิยมเข้ามาในรูปแบบ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับผู้รับเหมาไทย โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและบริหารความเสี่ยงร่วมกัน
BOI หนุนต่างชาติร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ ภาครัฐมีการส่งเสริมการเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติ ทั้งในรูปแบบการได้รับสิทธิตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หากเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ จะได้รับการยกเว้นภาษีและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ รวมถึงไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
“ฮ่องกง–จีน” ขยายการลงทุนในไทยต่อเนื่อง
นอกจากนี้ SCB EIC ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจาก ฮ่องกง ในภาคก่อสร้างไทยมีมูลค่าสูงสุดในปี 2567 ที่ 4,020 ล้านบาท ขยายตัวกว่า 112% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ลงทุนในโครงการอาคารสูง ท่าเรือ สนามบิน และระบบขนส่งมวลชน
ขณะที่เงินลงทุนจาก จีน เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 2567 มีมูลค่า 3,052 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2566 และเฉลี่ยขยายตัวต่อเนื่อง 21% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลจีนในโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และนโยบายผลักดันผู้รับเหมาจีนออกไปดำเนินงานต่างประเทศ หลังภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเผชิญภาวะชะลอตัว
ผู้รับเหมาจีนรุกก่อสร้างเชิงพาณิชย์-โยธาในไทย
ข้อมูลล่าสุดเดือนกันยายน 2568 ชี้ว่า ผู้รับเหมาจีนเข้ามาร่วมลงทุนในไทยมากขึ้นเกือบทุกประเภทงาน โดยเฉพาะใน กลุ่มอาคารเพื่อการพาณิชย์ เช่น โรงงาน สำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า และคลังสินค้า มีสัดส่วน 34% ของการร่วมลงทุนต่างชาติทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน
ขณะที่ใน กลุ่มงานวิศวกรรมโยธา เช่น ถนน สะพาน อุโมงค์ ระบบสาธารณูปโภค และทางรถไฟ ผู้รับเหมาจีนมีสัดส่วนการร่วมลงทุนถึง 29% ของต่างชาติทั้งหมด และยังเติบโตอย่างโดดเด่นจากปีก่อนหน้า
แข่งขันรุนแรง–ผู้รับเหมาไทยเปราะบางหนัก
อย่างไรก็ดี SCB EIC ชี้ว่า ผู้รับเหมาไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้หดตัวจากความล่าช้าในการเปิดประมูลโครงการใหม่ ราคากลางไม่สอดคล้องต้นทุนจริง และการเบิกจ่ายค่า K ที่ล่าช้า ทำให้หลายบริษัทขาดสภาพคล่องและทยอยปิดกิจการในช่วงปี 2566–2567
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของผู้รับเหมาจีนที่มีต้นทุนต่ำและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ทั้งด้านการเงินและวัสดุก่อสร้างราคาถูก ยิ่งทำให้ผู้รับเหมาไทยแข่งขันได้ยาก โดยเฉพาะในด้านราคา
นอกจากนี้ การใช้วัสดุก่อสร้างจากจีน เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และกระเบื้อง ยังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างไทย เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าและแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ
ปัญหา “นอมินีจีน” สะเทือนภาพรวมอุตสาหกรรม
SCB EIC เตือนว่า การเข้ามาของผู้รับเหมาจีนบางรายในรูปแบบนอมินี หรือการใช้ชื่อผู้รับเหมาไทยเพื่อเข้าประมูลงาน อาจก่อปัญหาความรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ทั้งอุบัติเหตุ วัสดุไม่มีมาตรฐาน หรือการทิ้งงาน รวมถึงปัญหาการค้างจ่ายเงินผู้รับเหมาช่วงและแรงงาน
แผ่นดินไหว 28 มี.ค. กระทบความเชื่อมั่น
ซึ่งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ทำให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม สร้างแรงกระเทือนต่อความเชื่อมั่นในภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รับเหมาจีนและผู้ที่เคยมีปัญหาคุณภาพงาน
โดยภาครัฐเริ่มมีการเข้มงวดขึ้นในการว่าจ้างงานภาครัฐ ทั้งการคัดเลือกผู้รับเหมา การตรวจสอบวัสดุและขั้นตอนการก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อบันทึกประวัติคุณภาพงานและความปลอดภัย
ทางรอดผู้รับเหมาไทย : ยกระดับเทคโนโลยี-จับมือพันธมิตรต่างชาติ
อย่างไรก็ดี SCB EIC แนะว่า ผู้รับเหมาไทยควรเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น Building Information Modeling (BIM), 3D Printing, AI, Drone, Smart sensor และเทคโนโลยี Prefabrication เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมความปลอดภัยในการทำงาน
ขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสร่วมทุนกับผู้รับเหมาที่มีเทคโนโลยีก่อสร้างล้ำสมัย เพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดสู่มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับเหมาไทยยังคงมีศักยภาพแข่งขันในตลาดก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB