เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ชู แก้หนี้–ขยายฐานภาษี ใช้งบจำกัดแต่คุ้มค่า
“เผ่าภูมิ” ชี้ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์–การลงทุนชะลอ พรรคเพื่อไทย ชู แก้หนี้–ขยายฐานภาษี ใช้งบจำกัดแต่คุ้มค่า ย้ำ นโยบายเศรษฐีเงินล้าน ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นเครื่องมือเชิงข้อมูล กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้รัฐระยะยาว
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จุดยืนด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน มองว่าปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำและสะสมมาเป็นเวลานาน มีสาเหตุสำคัญจากหลายปัจจัย โดยปัจจัยภายนอกประเทศ คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มต่อเนื่องไปอีกประมาณ 3–4 ปี ภาคการลงทุนที่ชะลอตัว และการขาดตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพียงพอ
โดยนโยบายของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ จะตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ระยะสั้นจะเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้สินและเติมรายได้ให้กับประชาชน ขณะที่ ระยะกลาง และระยะยาว จะมุ่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน
นายเผ่าภูมิ ระบุว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนถือว่าสำคัญทั้งหมด โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินของประชาชน ปัญหารายได้ต่ำของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงปัญหาระบบฐานภาษีของไทยที่ยังมีรายได้น้อย ซึ่งมีความจำเป็นต้องขยายฐานภาษีให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้
สำหรับเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน พรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอ 5 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือประชาชน 5 กลุ่ม ได้แก่ หนี้สินของประชาชนทั่วไป หนี้สินเกษตรกร กลุ่มผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปี การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และมาตรการให้รางวัลกับผู้ที่มีวินัยในการผ่อนชำระ โดยจะมีการให้ “ผ่อนฟรี” เป็นบางงวด เพื่อสร้างแรงจูงใจในการผ่อนหนี้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยอมรับว่า งบประมาณของรัฐมีข้อจำกัดและถูกจับตาในเรื่องฐานะทางการคลัง ดังนั้น การดำเนินนโยบายจะต้องคำนึงถึงการขาดดุลงบประมาณ ภาระหนี้สาธารณะ และระดับหนี้ครัวเรือนควบคู่กันไป
แม้ว่าที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย จะมีการใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่ในครั้งนี้ได้มีการจำกัดงบประมาณ โดยยกตัวอย่าง โครงการเติมเงิน Digital Wallet ที่แม้ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจพิสูจน์แล้วว่ามีความคุ้มค่า สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้เร็วกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 2–3 ปี ขณะที่ มาตรการในรอบนี้ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา โดยให้ความสำคัญกับการแก้หนี้ พี่น้องเกษตรกร SME และการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี
สำหรับมาตรการ “เศรษฐีเงินล้าน” นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า เป็นมาตรการที่ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ใช้หลักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม โดยอาศัยแรงจูงใจจากพฤติกรรมของคนไทยที่ชอบเสี่ยงโชคและลุ้นดวง นำมาผูกกับสิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ ซึ่งนโยบายนี้ตอบโจทย์ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การขยายฐานภาษี การสร้างข้อมูลการจับจ่ายใช้สอย และการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
กรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตั้งข้อสังเกตถึงต้นทุนทางสังคมและวินัยการคลัง นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ต้องเข้าใจต้นทุนทางสังคมบนพื้นฐานข้อเท็จจริง เนื่องจากการบริหารประเทศไม่สามารถอยู่บนโลกอุดมคติได้ ขณะที่ วินัยทางการเงินการคลัง พรรคเพื่อไทย จะใช้งบประมาณเพียงประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท แต่ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้กลับมาคือการขยายฐานภาษี การเพิ่มการจับจ่ายใช้สอย และรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000 ล้านบาท และอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
ย้ำว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่นโยบายทำให้ประชาชนร่ำรวยขึ้น และไม่ใช่นโยบายเชิงสวัสดิการ แต่เป็นนโยบายเชิงวิทยาศาสตร์ เชิงข้อมูล และการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาการขยายฐานภาษีซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทย
ในส่วนกลไกการตรวจสอบข้อมูลการจับจ่ายใช้สอย ยืนยันว่า กระทรวงการคลัง มีหน่วยงานจัดเก็บภาษีและระบบดิจิทัลรองรับ สามารถใช้เทคโนโลยีและ AI ในการตรวจสอบข้อมูล เช่น การตรวจสอบใบเสร็จและธุรกรรมต่างๆ ได้
ทั้งนี้ มีหลายประเทศที่ดำเนินนโยบายลักษณะเดียวกันและประสบความสำเร็จ เช่น บราซิล และไต้หวัน โดยเฉพาะไต้หวันที่สามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้ถึง 20% ขณะที่ ไทยคาดหวังผลลัพธ์ที่ระดับประมาณ 10% ใช้งบลงทุนราว 3,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะสร้างรายได้กลับมาสูงกว่า 90,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่า และนโยบายดังกล่าวจะเป็นโครงการระยะยาวเพื่อสร้างฐานข้อมูล ไม่เป็นภาระทางการคลัง
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทย ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยเชื่อมั่นในตลาดทุน การออม และสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านปัจจัยด้านแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย ความน่าเชื่อถือ เสถียรภาพรัฐบาล และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร และรัฐบาลเศรษฐา สามารถดึงดูดบริษัทรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับโครงการขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดการลงทุน อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ โครงการรถไฟทางคู่ และการพัฒนาทางเรือ
ส่วนการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน นายเผ่าภูมิ ระบุว่า วิธีที่ดีที่สุด คือ การนำสิ่งที่อยู่ในที่มืดออกมาอยู่ในที่สว่าง ผ่านการผลักดันรัฐบาลดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง การต่อสัญญา การขยายสัญญา และการใช้งบประมาณให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
ขณะที่ การแก้ไขปัญหาทุนเทาและสแกมเมอร์ ต้องสร้างความร่วมมือให้ไทยเป็นศูนย์กลางการปราบปราม ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับธุรกรรมทางการเงิน การดูแลบัญชีเงินฝาก และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB