หอการค้า ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยว ห่วงลากยาว ฉุด GDP โตต่ำกว่า 1%
หอการค้า ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยว ภาคใต้กระทบหนักสุด ห่วงลากยาว ฉุด GDP โตต่ำกว่า 1% จี้รัฐ บริหารพลังงาน ดูแลผู้ประกอบการ คุมเงินเฟ้อ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความขัดแย้งตะวันออกกลาง ได้ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวแล้ว เพียงสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง ลดลง 18% หรือ 60,734 คน เที่ยวบินถูกยกเลิกสะสม 292 เที่ยว (28 ก.พ.-6 มี.ค.69)
ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน แต่ขณะนี้ 27% ของตลาดกำลังถูกตัดออกจากเส้นทางการบิน โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางได้รับผลกระทบโดยตรง
และนักท่องเที่ยวยุโรปเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากพึ่งพาฮับตะวันออกกลาง นอกจากนี้ราคาตั๋วพุ่ง 30-80% จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้การจองล่วงหน้าช่วง easter และฤดูใบไม้ร่วงลดลงตามไปด้วย
นายธนวรรธน์ ระบุว่า ปัจจุบัน ภาคใต้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากที่สุด และได้รับผลกระทบแล้ว ใน 4 ด้าน จากการท่องเที่ยว การผลิต การขนส่ง และกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งจังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหาย 70.6% ของประเทศ สูญเสียรายได้ 8.47 ล้านบาท โรงแรมได้รับผลกระทบ 11 แห่ง ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 25-45% ต่อเที่ยวบิน
นอกจากนี้ได้ประเมินว่าหากสงครามยึดเยื้อในระยะเวลา 1 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 138,000 คน สูญเสียรายได้ 8,970 ล้านบาท / หากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือนจำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 320,000 คน สูญเสียรายได้ 28,000 ล้านบาท / และหากสงครามยืดเยื้อออกไป 6 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 450,000 คน สูญเสียรายได้ 29,250 ล้านบาท
ส่วนผลกระทบด้านพลังงาน ประเมินว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูง 120 เหรียญ และยืดเยื้อนนาน 6 เดือน จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระติดลบกว่า 143,000 ล้าน และหากมีการลดภาษีสรรพมิต ทุกการลด 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้เข้ารัฐหายไปกว่า 3,000 ล้านบาท และถ้าลดภาษีถึง 5 บาทต่อลิตร สถานการณ์ยืดเยื้อ เกินกว่า 6 เดือน จะทำให้ รายได้หายไป 92,000 ล้านบาท
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1- 3 เดือน จะทำให้ GDP ไทย โตเพียง 1.0 - 1.6% และหากยืดเยื้อมากกว่านั้นอาจจะโตต่ำกว่า 1.0% โดยมองว่าหากยืดเยื้อยาวนาน อาจทำให้ GDP ไทยและ GDP ประเทศอื่นทั่วโลกติดลบตามไปด้วย
ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอรัฐบาลในการบริหารราคาพลังงาน และยืดอายุกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ขยายเพดานตรึงดีเซลจาก 30 เป็น 35 บาท หรือค่อยๆขยับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล เป็น B10 หรือ B20
ขณะเดียวกันต้องลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 3-5 บาทต่อลิตร และเจรจาลดค่าการกลั่น และหลังจากที่พ้นมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน รัฐบาลควรมีมาตรการดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะในการอุดหนุนภาระด้านน้ำมันกับผู้ประกอบการ ค่าขนส่ง เพื่อไม่ให้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB