ไทยเร่งสู่ Digital Hub อาเซียน ดัน “Connectivity” เชื่อมเศรษฐกิจดิจิทัล
TCCtech ชี้ การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเดียวอาจไม่พอ ไทยต้องสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมธุรกิจ เทคโนโลยี เครือข่าย และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้น หลายประเทศเร่งดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการ Cloud, AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อวางรากฐานรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพจากทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น
แต่คำถามสำคัญคือ แค่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจำนวนมาก เพียงพอที่จะทำให้ไทยกลายเป็น Digital Hub ของภูมิภาคหรือไม่?
มุมมองจาก TCC Technology หรือ TCCtech ระบุว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งที่จะทำให้ประเทศสร้างความได้เปรียบในระยะยาว คือการมีระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมธุรกิจ เทคโนโลยี เครือข่าย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน
ทำไม “Connectivity” ถึงสำคัญ
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศดังกล่าวคือ “Connectivity” หรือการเชื่อมต่อ เพราะแทบทุกกิจกรรมในเศรษฐกิจดิจิทัลต้องอาศัยการส่งข้อมูล ตั้งแต่การทำธุรกรรมออนไลน์ การใช้งาน Cloud การสตรีมคอนเทนต์ ไปจนถึงการใช้ AI
ข้อมูลจึงไม่ได้อยู่เพียงในระบบใดระบบหนึ่ง แต่ต้องเดินทางผ่านเครือข่าย แพลตฟอร์ม และผู้ให้บริการหลายส่วนก่อนจะไปถึงผู้ใช้งาน
นั่นทำให้ความเร็ว ความเสถียร และความต่อเนื่องของเครือข่าย กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลทั้งต่อประสบการณ์ของผู้บริโภคและประสิทธิภาพของธุรกิจ
พูดง่ายๆ คือ หาก Cloud เป็นพื้นที่สำหรับประมวลผลข้อมูล Connectivity ก็คือสิ่งที่ทำให้ข้อมูลเดินทางไปมาระหว่างผู้ใช้งาน องค์กร และบริการต่างๆ ได้
Digital Hub ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนโครงสร้างพื้นฐาน
ตัวอย่างจากเมืองที่เป็นศูนย์กลางดิจิทัลอย่างสิงคโปร์ อัมสเตอร์ดัม และแฟรงก์เฟิร์ต สะท้อนว่า การเป็น Digital Hub ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่าย Cloud คอนเทนต์ และภาคธุรกิจ สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อระบบเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพ ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าและพันธมิตรได้ง่ายขึ้น ขยายบริการไปยังตลาดใหม่ได้เร็วขึ้น และลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจบนหลายแพลตฟอร์มและหลายประเทศ
จึงทำให้ Connectivity กำลังเปลี่ยนจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที มาเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ
ไทยต้องเชื่อมต่อให้ได้ทั้งในและนอกประเทศ
สำหรับประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมโยงภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการเชื่อมต่อกับประเทศอื่นในอาเซียนและเครือข่ายระดับโลก
ทั้ง International Internet Gateway (IIG), National Internet Exchange (NIX) รวมถึงโครงข่ายใยแก้วนำแสงและเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ล้วนมีบทบาทในการทำให้ข้อมูลสามารถเดินทางระหว่างผู้ใช้งาน ผู้ให้บริการ และธุรกิจต่าง ๆ ได้
หากไทยต้องการก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค การเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับการลงทุนด้าน Cloud และ Data Center
เมื่อ AI เข้ามา ยิ่งต้องการระบบที่เชื่อมถึงกัน
อีกด้านหนึ่งคือการเติบโตของ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม แต่การนำ AI มาใช้งานจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี AI เพียงอย่างเดียว
องค์กรยังต้องมีข้อมูลที่มีคุณภาพ ระบบจัดการข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขยายตัว และระบบที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน
ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานอัตโนมัติ ไปจนถึงการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ในภาคการผลิต หรือการบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ ล้วนต้องอาศัยทั้งข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมต่อที่ทำงานร่วมกัน
ดังนั้น ในวันที่ไทยกำลังแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนด้าน Cloud และ AI โจทย์จึงไม่ได้มีแค่ “จะดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากแค่ไหน” แต่ยังรวมถึง “ไทยมีระบบนิเวศพร้อมแค่ไหนที่จะทำให้การลงทุนเหล่านั้นเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าต่อในประเทศ”
เพราะท้ายที่สุด การเป็น Digital Hub ไม่ได้หมายถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นสามารถเชื่อมธุรกิจ ผู้คน เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกันได้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB