ฟังเสียงคนขับ “รถเมล์ครีมแดง” ก่อนทยอยลาจาก สู่ยุครถเมล์ไฟฟ้า
PPTV Wealth ชวนฟังเสียงพนักงานขับรถถึงความผูกพันกับ “รถเมล์ครีมแดง” และมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รถเมล์ไฟฟ้า ที่กำลังทยอยเข้ามาแทนที่ในปี 2570
การเดินทางของ “รถเมล์ครีมแดง” ที่อยู่คู่กับคนกรุงเทพฯ มานานหลายสิบปี กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เตรียมทยอยปรับเปลี่ยนรถโดยสารเดิมไปสู่รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า โดยจะเริ่มทยอยถอนรถออกเป็นล็อต ๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม และเดินหน้าสู่ระบบรถโดยสารที่ใช้เทคโนโลยีใหม่มากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนชนิดของรถโดยสาร แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนที่ทำงานอยู่หลังพวงมาลัย
ซึ่งต้องปรับตัวจากรถเครื่องยนต์สันดาปและรถโดยสารรุ่นเก่า ไปสู่รถไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานแตกต่างออกไป
PPTV Wealth จึงชวนไปฟังมุมมองของพนักงานขับรถ ขสมก. ที่มีทั้งประสบการณ์ผูกพันกับรถเมล์มาตั้งแต่เด็ก และคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 1 ปี ว่าพวกเขามองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อย่างไร
จากรุ่นพ่อ สู่คนขับรถเมล์ที่เลือกงานบริการ
นายอาทิตย์ เทพช่วย พนักงานขับรถเมล์สาย 1-50 เส้นทางเคหะร่มเกล้า–อนุสาวรีย์ชัยฯ เล่าว่า เขาทำงานกับ ขสมก. มาตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันทำงานมาแล้ว 9 ปีเต็ม และกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 10 แต่ความผูกพันกับรถเมล์ของเขาไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้ามาทำงานที่ ขสมก. เพราะครอบครัวของเขาอยู่กับรถเมล์มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ
คุณพ่อของนายอาทิตย์ทำงานกับรถเมล์มาตั้งแต่ยุคนายเลิศ ก่อนจะมีการโอนย้ายมาเป็น ขสมก. ในปี 2519 ทำให้เขาเติบโตมากับบรรยากาศของอู่รถและรถเมล์มาตั้งแต่เด็ก
“เราเติบโตมาในอู่” คือคำพูดที่สะท้อนภาพที่ทำให้รถเมล์กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิต และเมื่อเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเลือกเข้ามาทำงานในสายงานนี้ด้วยตัวเอง
สำหรับนายอาทิตย์ การได้ขับรถเมล์ไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นงานที่ตรงกับความชอบส่วนตัว เพราะเขาเป็นคนที่ชอบงานบริการและอยากให้บริการประชาชนและผู้โดยสาร พร้อมบอกว่า การได้ทำงานที่ชอบและได้บริการผู้โดยสาร ทำให้มีความสุขกับการทำงานในทุกวัน
จากรถเครื่องยนต์ สู่รถไฟฟ้า มองว่าปลอดภัยและสะดวกกว่า
เมื่อถามถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถเมล์ไฟฟ้า นายอาทิตย์มองในแง่บวก เพราะตัวเขาเองมีโอกาสทดลองขับรถเมล์ไฟฟ้ามาแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งรถรุ่นใหม่มีระบบเซฟตี้เพิ่มขึ้นหลายด้าน ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร
โดยเฉพาะการออกแบบที่สามารถปรับระดับตัวรถให้เหมาะกับชานชาลาหรือพื้นที่ขึ้น-ลง ทำให้ผู้โดยสารที่เป็นผู้พิการหรือใช้รถเข็นสามารถขึ้นรถได้สะดวกมากขึ้น แม้ในกรณีที่รถไม่สามารถจอดชิดขอบฟุตบาทได้
ด้านความสบายในการเดินทาง นายอาทิตย์มองว่ารถเมล์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากรถเมล์ร้อนอย่างชัดเจน ทั้งระบบปรับอากาศที่เย็นกว่า รวมถึงมีเครื่องฟอกอากาศที่ช่วยเรื่อง PM2.5
นอกจากนี้ ยังเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดมลภาวะและปัญหาสภาพอากาศ ซึ่งเขามองว่าเป็นอีกหนึ่งข้อดีของการเปลี่ยนผ่าน
เมื่อถามตรงๆ ว่า รถเมล์ไฟฟ้าดีกว่ารถเมล์ร้อนหรือไม่ นายอาทิตย์ตอบว่า “ดี ดีกว่ามากๆ ครับ”
คนขับรุ่นใหม่ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่ใจหายเมื่อรถครีมแดงต้องไป
ขณะที่นายศรันย์ สราคำ พนักงานขับรถเมล์สาย 3-21 (207) เส้นทางม.รามคำแหง 1–ม.รามคำแหง 2 เป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ แม้จะเพิ่งเข้ามาทำงานกับ ขสมก. ได้ประมาณ 1 ปี
โดยก่อนหน้านี้นายศรันย์ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชน โดยเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ แต่ไม่ได้ขับรถเมล์ ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานกับ ขสมก. เกิดขึ้นจากการที่เขาเคยเข้ามาเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งแนวทางการทำงาน การบริการ การขับรถ ขั้นตอนการทำงาน รวมถึงการเก็บค่าโดยสาร
ประกอบกับตัวเขาเองเป็นคนที่ชอบรถเมล์อยู่แล้ว จึงค่อยๆเรียนรู้และตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ขสมก. จนกลายมาเป็นพนักงานขับรถในปัจจุบัน
สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถเมล์ไฟฟ้า นายศรันย์มองว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แปลกใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนจากรถสันดาปที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า ก็หมายความว่าคนทำงานต้องเรียนรู้และปรับตัว ทั้งเรื่องการใช้งาน การดูแลรักษา และการบำรุงรักษารถ
โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น รวมถึงรูปแบบตัวรถที่อาจมีการปรับระดับให้เตี้ยลงกว่าเดิม จึงต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่ ถนน และฟุตบาทที่รถต้องเข้าไปใช้งานด้วย
รถใหม่อาจแพงขึ้น แต่สิ่งที่ได้กลับมามากกว่าแค่การเดินทาง
ในมุมของผู้โดยสาร นายศรันย์มองว่าการมีรถเมล์ไฟฟ้าเหมาะกับการเดินทางของคนเมือง เพราะนอกจากเป็นรถโดยสารรุ่นใหม่แล้ว ยังช่วยลดมลภาวะและส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม แม้จะมีประเด็นเรื่องอัตราค่าโดยสารที่ผู้โดยสารต้องจ่ายเมื่อเทียบกับรถเมล์ร้อน แต่เขามองว่า หากพิจารณาสิ่งที่ผู้โดยสารได้รับกลับมา ก็ถือว่าคุ้มค่า
จากเดิมที่เดินทางด้วยรถโดยสารเครื่องยนต์ เปลี่ยนมาเป็นรถปรับอากาศ และต่อยอดมาสู่รถไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ พร้อมช่วยลดมลภาวะ สิ่งที่ได้จึงไม่ได้มีเพียงการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น คุณภาพการเดินทางที่ดีขึ้น และการลดมลภาวะในเมือง
“ใจหาย” แม้จะรู้ว่ารถไฟฟ้าคืออนาคต
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงรถเมล์ครีมแดงที่กำลังจะทยอยออกจากระบบ ทั้งสองต่างยอมรับว่า แม้จะเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังรู้สึกผูกพันและใจหาย แม้รถครีมแดงจะเป็นรถรุ่นเก่า แต่เขามองว่าผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยยังชอบใช้บริการ และมีความคุ้นเคยกับรถประเภทนี้
โดยเปรียบการดูแลรถเหมือนกับการได้เป็นเจ้าของรถคันหนึ่ง จึงอยากดูแลให้ดีที่สุด
ดังนั้น แม้จะรู้ว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถไฟฟ้าเป็นเรื่องของอนาคต และเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาพัฒนาระบบขนส่ง แต่สำหรับคนขับรถที่เคยใช้ชีวิตและทำงานอยู่กับรถครีมแดง รถเหล่านี้ก็ยังมีความหมายในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงภาพของ “รถเก่า” ที่กำลังถูกแทนที่ด้วย “รถใหม่” แต่ยังเป็นภาพของคนทำงานที่ต้องปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ต้องบอกลารถโดยสารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำของพวกเขา
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB