ส่องปฏิกิริยา "ตลาดหุ้น-ตลาดการเงิน" หลังเลือกตั้ง
หลังจากที่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่า พรรคก้าวไกล ซึ่งนำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งปฏิกิริยา ตลาดหุ้น และ ตลาดการเงินวันนี้มีผลตอบรับต่อการเลือกตั้ง มากน้อยแค่ไหน
เริ่มจากดัชนีหุ้นไทย เปิดการซื้อขายด้วยความสดใส ที่ 1,570.62 จุด เพิ่มขึ้น 9.27 จุด ตอบรับผลการเลือกตั้งไทยที่คาดว่าพรรคก้าวไกลและเพื่อไทยจะเป็น 2 แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เพื่อบริหารประเทศ แต่ดัชนียืนบวกได้ไม่นาน ก็ปรับตัวลดลง
เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับมีแรงขายในหุ้น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลังจากที่พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 2 พ่ายแพ้พรรคก้าวไกล
ตลาดหุ้นไทย ปิดครึ่งเช้าลดลง 10.50 จุด ปิดที่ 1,550.85 หรือคิดเป็น 0.67% โดยจะเปิดซื้อขายอีกครั้ง ในเวลา 14.30 น.หุ้น SC บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลดลง 6.55% ที่ราคา 4.28 บาทต่อหุ้น
หุ้น SIRI บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลดลง 7.41% ที่ราคา 1.75 บาทต่อหุ้น
รวมทั้ง แรงขายหุ้นโรงไฟฟ้า เช่น บริษัท บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) / บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ มหาชน หลังจากที่พรรคก้าวไกล ซึ่งชนะการเลือกตั้ง ประกาศลดค่าไฟให้กับประชาชน และประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานประเทศ จะรื้อระบบที่เอื้อต่อกลุ่มทุน
ตลาดเงินยังติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ส่วนปฏิกิริยาจากตลาดเงิน ค่าเงินบาทแข็งค่าประมาณ 0.2% เปิดตลาดที่ 33.87 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น ตลาดเงินยังติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยธนาคารกรุงไทย มองกรอบเงินบาทวันนี้ อยู่ที่ระดับ 33.75-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สภาพัฒน์เสนอช่วงเปลี่ยนรัฐบาลควรราบรื่น-รวดเร็ว
ขณะที่ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีข้อเสนอช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลควรเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กล่าวว่า บรรยากาศการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย หากการจัดทำงบประมาณปี 2567 มีความล่าช้า
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลควรเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้ เพราะตอนนี้มีนักลงทุนต่างชาติกำลังจับตา
รอความชัดเจนอยู่
ขอรัฐบาลใหม่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
ขณะที่การบริหารประเทศหลังจากนี้ รัฐบาลใหม่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะช่วงที่ผ่านมาเราเจอวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะนี้เราผ่านวิกฤตมาแล้ว นโยบายด้านการเงินการคลังต้องกลับมาปกติ รวมถึงนโยบายที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เช่น การเพิ่มค่าแรง ต้องพิจารณาผลดีฃ
ผลเสียให้รอบคอบ
สภาพัฒน์ยังได้เสนอแนวทางบริหารจัดการเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดใหม่ควรให้ความสำคัญ คือ
1.ขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า
2.ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน
3.สนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการ
4.ดูแลผลผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร
5.รักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ขยายตัว 2.7% ส่วนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้ 3.7 %
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB