BOI เผย ภาพรวมลงทุนไทย ปี 68 แตะ 13,000 ล้านบาท คาดปี 69 สัญญาณดี
BOI เผย ภาพรวมลงทุนในไทย โตต่อเนื่อง ปี 68 มูลค่าล่าสุดเแตะ 13,000 ล้านบาท คาด ปี 69 สัญญาณดี เชื่อ เลือกตั้งใหม่ไม่กระทบ พร้อม ออกมาตรการเยียวยาภาคใต้
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนในประเทศไทย ปี 2568 ว่า ขณะนี้ภาพรวมการลงทุนยังเติบโตต่อเนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 13,000 ล้านบาทจำนวนโครงการประมาณ 3,000 โครงการ ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะและเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ๆที่กำลังสร้างฐานให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ส่วนกลุ่มการลงทุนที่เข้ามาลงทุนจำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มด้านดิจิทัล โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง Data center และ Cloud service รวมทั้งกิจการด้านการผลิต Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง นอกจากนี้ยังมีกิจการการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาลงทุนเยอะเช่นกัน
ส่วนอีกสาขา คือ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะที่ตัวเลขในอุตสาหกรรมรถยนต์ในตลาดเรื่องการจำหน่ายยังไม่ดีมาก แต่มีบางส่วนที่ยังไปได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มของ ไฮบริด (HEV) และ บีอีวี (BEV)
นายนฤตม์ ระบุว่า ถ้ามองย้อนหลังไปช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นสัดส่วนการจดทะเบียนรถยนต์ที่เป็นกลุ่มของไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และบีอีวีเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ในส่วนของไฮบริดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3% เป็น 20% ในส่วนของบีอีวีเพิ่มจาก 0.3% เป็น 20% เช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าดูสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริดและบีอีวีแล้ว ก็ถือว่ามีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดรถยนต์ทั้งหมด
นายนฤตม์ กล่าวว่า จากสัดส่วนดังกล่าว ถือว่าอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้มีการลงทุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสาขาเหล่านี้ รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญอย่างแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทั้งหมด หรือ ชิ้นส่วนอีพาร์ท รวมไปถึงยางล้อรถยนต์ ก็มีการลงทุนเพิ่มเข้ามาอย่างมากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โดยถือว่า เป็น 3 สาขาหลัก นอกจากนี้ยังมีกลุ่มของด้านเคมีภัณฑ์ เกษตร และอาหาร ที่ยังเป็นสาขาที่มีการลงทุนเข้ามามาก
ขณะที่แนวโน้มในปี 2569 จะมีการลงทุนต่อเนื่องหรือลดลงนั้น นายนฤตม์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย มีหลายด้าน แต่แน่นอนว่าปัจจัยเรื่องของ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายส่วนยังคาดการณ์ว่า จะยังคงมีความเข้มข้นอยู่ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ บริษัทชั้นนำต่างๆ มองหาแหล่งผลิตใหม่ที่มีความมั่นคง ปลอดภัยในระยะยาวและเป็นแหล่งที่ต้องมีความพร้อมที่สามารถทำให้เริ่มต้นธุรกิจได้เร็วที่สุด
ซึ่งประเทศไทยตอบโจทย์ตรงนี้ โดยมองว่าไทยมีความพร้อม ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรมที่มีที่ดินพร้อม สำหรับการมาตั้งแหล่งผลิตได้ มีบุคลากรที่มีทักษะ พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ มีซัพพลายเชนที่ครบวงจรอยู่แล้ว ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเอื้อให้นักลงทุนมองมาที่ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆนั้น จำเป็นต้องมีระบบนิเวศที่มีความพร้อมที่สำคัญในด้านบุคลากรเรื่องซัพพลายเชน เรื่องของพลังงานสะอาด ซึ่งเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ สำหรับการสร้างฐานอุตสาหกรรมในอนาคตและถ้าไทยสามารถทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จโอกาสที่จะมีการลงทุนเข้ามาเพิ่มขึ้นมีสูงมาก
นายนฤตม์ กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาล มีนโยบายให้บีโอไอ ทำมาตรการ Upskill - Reskill ซึ่งจะมีเงินจากกองทุนที่มีความสามารถในการแข่งขัน มาช่วยกระตุ้นให้เกิดฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น
และอีกหนึ่งมาตรการ คือ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเพื่อรองรับโลกยุคใหม่ที่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นโดยผู้ประกอบการไทยเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ที่อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ๆด้วย
ส่วนอีกหนึ่งซัพพลายเชนที่บีโอไอจะให้ความสำคัญ คือเน้นการใช้ วัตถุดิบในประเทศ หรือใช้โลคอลคอนเทนท์ให้สูงขึ้น เพื่อให้เกิดการซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุด เกิดการร่วมทุนและเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างนักลงทุนต่างชาติ กับซัพพลายเออร์ไทยที่ผลิตชิ้นส่วน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพลังงานสะอาด ที่ตอนนี้กระทรวงพลังงาน กำลังร่วมดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Direct PPA ที่เปิดให้เอกชนซื้อ-ขายไฟกันเอง หรือการทำกลไก UGT (Utility Green Tariff) คือ อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
นายนฤตม์ ระบุว่า ทั้งหมดนี้หากทำทุกอย่างได้พร้อม ก็จะถือว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ทิศทางการลงทุนในปีหน้าสดใสมากขึ้น พร้อมกับคาดว่าในปีหน้าอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยนั้นจะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นหลัก
ขณะที่เหตุการอุทกภัยในภาคใต้จะส่งผลกระทบกับการลงทุนระยะถัดไปหรือไม่ นายนฤตม์ ระบุว่า เหตุน้ำท่วมนี้ บีโอไอมีมาตรการออกมาช่วยผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยเรียบร้อยแล้ว โดยจะยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรสำหรับที่ซื้อมาทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย
พร้อมอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่ตามเครื่องจักรที่ซื้อมาเพิ่มเติม รวมทั้งเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เสียหายหรือสูญหายจากน้ำท่วม จะเรียกให้ตัดบัญชีโดยไม่มีภาระภาษี
โดยมาตรการดังกล่าว จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นที่ไหนอีก ส่วนรูปแบบการยื่นขอเข้าร่วมมาตรการนั้น จะต้องยื่นขอภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่หลังมีการประกาศสิ้นสุดว่าเป็นเขตประสบภัย
ส่วนในปี 2569 ที่จะมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่นั้นจะมีผลกระทบกับการลงทุนใหม่ๆหรือไม่ นายนฤตม์ กล่าวว่า เชื่อว่านักลงทุนโดยฉพาะกลุ่มที่อยู่กับไทยมานานจะรู้จักประเทศไทยดี จะรู้ว่าทุกรัฐบาลล้วนแล้วแต่มีนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุน ล้วนแล้วแต่ต้อนรับการลงทุนต่างชาติ ดังนั้นจึงมองว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนเป็นนโยบายตั้งต้นของทุกรัฐบาล และถ้าหากย้อนกลับไปดูในอดีตนโยบายด้านการลงทุนของไทยมีความชัดเจนและต่อเนื่องมาตลอดซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้นักลงทุนจะยังคงอยู่กับเรา
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB