ถอดรหัส DNA ของ VOLVO เมื่อ “รถปลอดภัยที่สุดในโลก” กำลังถูกท้าทายในยุครถไฟฟ้าเบ่งบาน
จุดท้าทาย DNA ของ VOLVO รถที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เมื่อเปลี่ยนมือจากสวีเดนมาที่จีน ลุยสนามรถยนต์ไฟฟ้า EV ก่อนเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ กรณีเหตุไฟไหม้แบตเตอรี่ในไทย และต้องเรียกรถคืน
เมื่อแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่าง VOLVO ซึ่งถูกขนานนามว่า "ปลอดภัยที่สุดในโลก" กำลังถูกท้าทายชื่อเสียงนี้ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเบ่งบาน
จากเหตุการณ์ รถยนต์ VOLVO EX30 ที่เกิดเพลิงไหม้ 2 กรณี ก่อนมีแถลงการณ์ว่า รุ่น EX30 ห้ามชาร์จไฟเกิน 70% และเตรียมเรียกเปลี่ยนแบตเตอรี่ ตั้งแต่ 22 พ.ค. ยิ่งทำให้คำถามนี้ดังมากขึ้น ซึ่งคำถามมาพร้อมความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ลดลงแทบจะทันที
หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของ VOLVO มีอายุมากกว่า 100 ปี จุดกำเนิดมาจากบริษัท “AB SKF” ในเมืองโกเธนเบิร์ก ปี 1907 ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตและจัดหาตลับลูกปืน (ball bearing) รายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงผลิตซีล ระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษา ผลิตภัณฑ์เมคคาทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ส่งกำลัง ระบบตรวจสอบสภาพ และบริการที่เกี่ยวข้อง จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน
ปี 1915 บริษัทตระหนักถึงศักยภาพทางการตลาดมหาศาลที่ธุรกิจยานยนต์เสนอให้กับผู้ผลิตตลับลูกปืน จึงได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นเพื่อจัดหาตลับลูกปืนให้กับอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ และตั้งชื่อบริษัทลูกนี้ว่า “VOLVO”
ซึ่ง คำว่า VOLVO มาจากรูปหนึ่งของคำว่า “volvere” ซึ่งเป็นภาษาละตินที่แปลว่า ม้วน หรือกลิ้ง โดย SKF จดเครื่องหมายการค้านี้ไว้กับสำนักงานสิทธิบัตรและทะเบียนของสวีเดน โดยจดวัตถุประสงค์การใช้ไว้ในหมวดหมู่ยานยนต์
จนกระทั่งปี 1926 เมื่อคณะกรรมการ SKF ตกลงที่จะสนับสนุนแนวคิดในการเริ่มต้นการผลิตยานยนต์ โดยมี “อัสซาร์ กาเบรียลสัน” และ “กุสตาฟ ลาร์สัน” เป็นตัวตั้งตัวตี
สิ่งแรกที่คำนึงถึงคือ "ความปลอดภัย"
กาเบรียลสัน กับ ลาร์สัน เคยออกคำชี้แจงไว้ในปี 1927 ว่า “รถยนต์ขับเคลื่อนโดยผู้คน ดังนั้นหลักการสำคัญเบื้องหลังทุกสิ่งที่เราผลิตที่ VOLVO ก็คือความปลอดภัย”
กลับมาที่ประเทศไทย ในยุคที่รถยุโรปยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนไทย VOLVO สร้างภาพจำในฐานะรถครอบครัวที่แข็งแรง ทนทาน และให้ความสำคัญกับชีวิตผู้โดยสารมากกว่าความเร็วหรือความหวือหวา โดยเข้ามาขายในประเทศไทยประมาณปี 1973
มาตรฐานความปลอดภัยกว่า 20 อย่าง เป็นโมเดลให้รถยนต์ทั่วโลก
ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยกว่า 20 อย่าง เช่น การออกแบบ “เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด” (three-point safety belt) โดย นิลส์ โบห์ลิน วิศวกรของ VOLVO เริ่มนำมาใช้ในรุ่น PV544 และไม่จดสิทธิบัตรการออกแบบนี้ และให้รถยนต์ทุกคันทุกยี่ห้อบนโลกสามารถนำไปใช้ได้
นวัตกรรมต่อมาคือ การคิดค้นคาร์ซีทเด็กแบบหันไปทางด้านหลัง (rearward-facing child seat) ซึ่งกระจายน้ำหนักและลดการบาดเจ็บให้เหลือน้อยที่สุด ช่วยเพิ่มโอกาสรอดให้เด็กเล็กในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
อีกผลงานที่น่าสนใจคือ ระบบป้องกันการกระแทกด้านข้าง (SIPS) ที่เปิดตัวในปี 1991 โดยการออกแบบโครงสร้างรถที่แข็งแกร่งมากและใช้วัสดุดูดซับพลังงานที่ด้านใน คานขวางที่พื้นรถ เบาะนั่งที่เสริมความแข็งแรง และถุงแอร์แบ็กด้านข้าง ทำให้สามารถเซฟชีวิตคนในรถจากการกระแทกรุนแรงได้
หรือในปี 1998 มีการออกแบบระบบป้องกันการเหวี่ยง (WHIPS) ด้วยการออกแบบเบาะนั่งและที่รองศีรษะที่ดูดซับพลังงานในกรณีที่เกิดการกระแทกจากด้านหลังได้ ช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ
ปี 2002 VOLVO เปิดตัวรถยนต์ SUV รุ่นแรกของแบรนด์ในปี 2002 พร้อมกับ ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ROPS) เป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการพลิกคว่ำแบบอิเล็กทรอนิกส์ และปรับปรุงการออกแบบตัวถัง โครงสร้าง และระบบยึดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการป้องกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ
เมื่อโลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น VOLVO ก็ได้พัฒนาระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยอีกจำนวนมาก เช่น ระบบแจ้งเตือนจุดบอด (BLIS), ระบบตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเต็มรูปแบบ, ระบบป้องกันการวิ่งออกนอกเลน และระบบจำกัดความเร็ว ฯลฯ
เรียกได้ว่า VPLVO ยังคงไม่ละทิ้งหัวใจการออกแบบรถยนต์ที่สองผู้ก่อตั้งได้ฝากทิ้งเอาไว้ เพราะ VOLVO ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ แต่ขาย “ความสบายใจ”
โดย Volvo Cars ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสต็อกโฮล์ม มาตั้งแต่ปี 2021 และมีโครงสร้างกลุ่มบริษัทที่ประกอบด้วย Volvo Cars บริษัทซอฟต์แวร์ Zenseact และ HaleyTek ผู้พัฒนาระบบสาระบันเทิงที่ขับเคลื่อนด้วย Android
นอกจากนี้ Volvo Car Group ยังรวมหุ้นในบริษัทในเครือซึ่งก็คือแบรนด์ Polestar ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง สัดส่วน 18% อีกด้วย
ขณะที่ฐานการผลิตรถยนต์ในปัจจุบันมีทั้ง ในเมืองโกเธนเบิร์ก (สวีเดน) เกนท์ (เบลเยี่ยม) ชาร์ลสตัน (สหรัฐฯ) เฉิงตู ต้าชิ่ง และไท่โจว (จีน) และมีจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศ
ทุนเปลี่ยนมือจาก “สวีเดีน” สู่ “จีน”
การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ของ VOLVO หลังถูกซื้อกิจการจาก Ford ในปี 1999 จากนั้น Ford ส่งต่อให้ Geely Holding กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากจีน ในปี 2010 ยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบหรือ EV กำลังถูกพัฒนาอย่างเงียบๆ และ VOLVO ก็ลงสนามนี้ด้วยภายใต้ร่มของทุนจีน ซึ่งภาพตอนนั้นคือ VOLVO กลายเป็นหนึ่งในค่ายรถยุโรปที่ประกาศชัดว่า จะเดินหน้าเข้าสู่ยุค EV อย่างจริงจัง โดยมีจีนอยู่ข้างหลัง
ซึ่งเมื่อดูแผนทางธุรกิจในการลงสนาม EV มีเป้าหมายการเป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) มี 5 รุ่น ออกสู่ตลาดแล้ว และอีก 5 รุ่นอยู่ในระหว่างการพัฒนา
และหนึ่งในรุ่นที่สร้างความฮือฮาที่สุดในช่วงแรก คือ VOLVO EX 30 รถ SUV ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็น VOLVO ยุคใหม่ โดยมีสายการผลิตส่วนหนึ่งจากเบลเยียมด้วย ภายใต้ ราคาที่จับต้องง่าย เริ่มต้นที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท จากนั้นก็มีทั้งรุ่น EX40 EC40 ES90 EX90 ที่ออกมาแล้ว และเตรียมทยอยออกมา
โดย VOLVO มีเป้าหมาย การเป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) คือ
ปี 2025 สัดส่วนอยู่ที่ 50-60%
ปี 2030 สัดส่วนอยู่ที่ 90-100%
VOLVO ในวันที่ธุรกิจไม่ง่ายเหมือนเดิม
แม้ว่า VOLVO Cars จะรายงานยอดขายรถยนต์ทั่วโลกเดือนธันวาคม 2025 อยู่ที่ 75,049 คัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากดูข้อมูลตลอดทั้งปี 2025 บริษัทมียอดขายรวมทั่วโลกอยู่ที่ 710,042 คัน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า
ขณะที่ ยอดขายปลีกรถยนต์ EX 30 เดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 8,708 คัน เพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 8,160 คัน ส่วนทั้งปี 2025 รุ่น EX 30 มียอดขาย 75,169 คัน ลดลง 23.0% จากปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 98,065 คัน
สะท้อนแรงกดดันของตลาดรถยนต์โลก โดยเฉพาะการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับ 5 ตลาดใหญ่ที่สุดของ VOLVO ในปี 2025 ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสวีเดน ตามลำดับ
แรงกดดันนี้ ทำให้ VOLVO ต้องเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการรักษา DNA “แบรนด์พรีเมียมด้านความปลอดภัย” ไปพร้อมกับการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ดุเดือดมากขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีนเอง
ปี 2026 จุดเปลี่ยนของ EX30
ปี 2026 รถรุ่นนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางของวิกฤตความเชื่อมั่น Reuters รายงานว่า VOLVO ต้องเรียกคืน EX30 มากกว่า 40,000 คันทั่วโลก หลังพบปัญหาแบตเตอรี่แรงดันสูงที่อาจเกิดความร้อนสะสม และเพิ่มความเสี่ยงไฟไหม้
ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ของไทย ได้เรียกบริษัทเข้าชี้แจง ซึ่งหลักการทำงานของ สคบ. ต้องการไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ประมาณ 1,600 คัน
ขณะเดียวกัน หน้าที่ของ สคบ. สามารถฟ้องแทนผู้บริโภคได้ ขณะนี้มีผู้มาร้องทุกข์แล้ว 45 ราย ซึ่งใน 45 ราย ไม่ได้เกิดเหตุทั้งหมด แต่บางรายมีความกังวลจึงมาร้องไว้ก่อน ซึ่ง สคบ. สามารถฟ้องแพ่งแทนผู้บริโภคได้จนคดีถึงที่สุด
ต่อมา บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกหนังสือชี้แจงลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์รถยนต์ Volvo EX30 ที่เกิดเพลิงไหม้ทั้งสองกรณีที่ผ่านมา
โดยบริษัทฯ ได้ติดตามตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละกรณีอย่างใกล้ชิด และได้เร่งดำเนินการดูแลและเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมโดยทันทีเมื่อเกิดเหตุ
พร้อมแนะนำให้ลูกค้าชาร์จแบตเตอรี่ไม่เกิน 70% เป็นมาตรการชั่วคราว ระหว่างรอเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่
นับเป็นสถานการณ์ที่กระทบ “หัวใจ และ DNA ของแบรนด์” ที่สร้างชื่อจากความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน
ในด้านโครงสร้างตัวรถ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย VOLVO ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก
แต่ในยุครถยนต์ไฟฟ้า คำว่า “ปลอดภัย” อาจไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกันอุบัติเหตุเหมือนในอดีตอีกต่อไป
เพราะความเสี่ยงใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า EV ไม่ได้อยู่แค่บนท้องถนน แต่รวมถึงซอฟต์แวร์ ระบบจัดการพลังงาน ซัพพลายเชนแบตเตอรี่ และคุณภาพการผลิตจากโรงงานทั่วโลก
ซึ่งต้องจับตาดูว่า VOLVO จะรักษาและเรียกคืนความเชื่อมั่นที่สร้างมายาวนานนับร้อยปี ในโลกของรถยนต์ไฟฟ้าที่แข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวันได้อย่างไร?
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB