“วอลโว่” รถหรูสวีเดนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัย ทุกวันนี้เป็นของจีน?
คนไทยคุ้นเคยกันดีกับ “วอลโว่” ซึ่งมีภาพจำคือรถยนต์สัญชาติสวีเดนที่ยืนหนึ่งเรื่องความปลอดภัย แต่รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันวอลโว่มี “บริษัทจีน” เป็นเจ้าของ
หากพูดถึงรถยนต์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง หนึ่งในชื่อที่เชื่อว่าหลายคนจะตอบออกมาคือ “วอลโว่” (Volvo) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสวีเดนซึ่งยึดเอา “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการออกแบบยานยนต์ของตัวเอง ถึงขนาดที่สโลแกนและแคมเปญในอดีตมักชูเอาเรื่องนี้มานำเสนอ
นอกจากเรื่องความเซฟตี้แล้ว หลายคนยังจดจำวอลโว่ในฐานะแบรนด์รถยนต์ที่มีการเปลี่ยนมือที่น่าสนใจ เพราะจากจุดเริ่มต้นในสวีเดน พวกเขาเคยถูกบริษัทอเมริกันซื้อไป ก่อนจะกลายมาเป็นของบริษัทจีนในที่สุด
แต่ที่น่าจับตามองคือ สถานการณ์ล่าสุดของบริษัทที่ประกาศในเดือน พ.ค. 2025 ว่า จะปลดพนักงาน 3,000 คนจากทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า แบรนด์รถหรูรายนี้เองก็กำลังประสบปัญหาแบบเดียวกันกับคนอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่ ที่เจอการแข่งขันสูงจากแบรนด์และผลกระทบจากภาษีทรัมป์
ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้ผลิตยานยนต์?
จุดเริ่มต้นของวอลโว่นั้นย้อนไปได้มากกว่า 100 ปีที่แล้ว โดยมีจุดกำเนิดมาจากบริษัท “AB SKF” ในเมืองโกเธนเบิร์ก
SFK ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตและจัดหาตลับลูกปืน (ball bearing) รายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงผลิตซีล ระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษา ผลิตภัณฑ์เมคคาทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ส่งกำลัง ระบบตรวจสอบสภาพ และบริการที่เกี่ยวข้อง จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน
โดยเมื่อปี 1915 บริษัทตระหนักถึงศักยภาพทางการตลาดมหาศาลที่ธุรกิจยานยนต์เสนอให้กับผู้ผลิตตลับลูกปืน จึงได้ก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นเพื่อจัดหาตลับลูกปืนให้กับอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ และตั้งชื่อบริษัทลูกนี้ว่า “VOLVO” (สะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด)
คำว่าวอลโว่มาจากรูปหนึ่งของคำว่า “volvere” ซึ่งเป็นภาษาละตินที่แปลว่า ม้วน หรือกลิ้ง
ชื่อวอลโว่มีความเรียบง่าย ออกเสียงง่าย ไม่มีตัว R หรือ S ที่ออกเสียงยากในบางภาษา และมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะสะกดผิด SKF จึงจดเครื่องหมายการค้านี้ไว้กับสำนักงานสิทธิบัตรและทะเบียนของสวีเดน โดยจดวัตถุประสงค์การใช้ไว้ในหมวดหมู่ยานยนต์
เดิมบริษัทย่อยที่ชื่อวอลโว่นี้จะดำเนินธุรกิจผลิตตลับลูกปืนแบบพิเศษเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เครื่องหมายการค้า VOLVO ถูกประทับลงในตลับลูกปืนรุ่นแรกที่ถูกผลิตออกมา แต่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาดเลย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นช่วงปี 1914-1918
ในช่วงเวลาดังกล่าว อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เดิมมีความต้องการตลับลูกปืนต้องเปลี่ยนจากการผลิตรถยนต์มาเป็นการผลิตยานเกราะหนักและยุทโธปกรณ์สำหรับสงครามอื่น ๆ ทำให้ SKF ตัดสินใจยกเลิกการใช้ชื่อวอลโว่ และเลือกจะทำการตลาดภายใต้ชื่อ SKF ของตนเอง
นั่นทำให้โครงการวอลโว่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักจนกระทั่งปี 1926 เมื่อคณะกรรมการ SKF ตกลงที่จะสนับสนุนแนวคิดในการเริ่มต้นการผลิตยานยนต์ โดยมี “อัสซาร์ กาเบรียลสัน” และ “กุสตาฟ ลาร์สัน” เป็นตัวตั้งตัวตี
ผลิตรถที่ทำกำไรได้ใน 3 ปี
กาเบรียลสัน อดีตพ่อค้าขายไข่ที่กลายมาเป็นหัวหน้าผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัท SKF และลาร์สัน วิศวกรเครื่องกล เป็นเพื่อนรักกัน และพวกเขามีความเห็นตรงกันว่า สวีเดนควรมีแบรนด์รถยนต์เป็นของตัวเองเสียที
หลังจากรบเร้าบริษัทอยู่นานจนได้รับคำอนุมัติและเงินทุน พวกเขาลงมือพัฒนารถยนต์รุ่นแรกของบริษัท และตัดสินใจปัดฝุ่นนำเอาชื่อวอลโว่มาใช้เป็นชื่อแบรนด์และชื่อบริษัท
เมื่อได้ไฟเขียวให้สร้างรถ สิ่งแรกที่กาเบรียลสันและลาร์สันคำนึงถึงคือความปลอดภัย ไกด์ของพิพิธภัณฑ์วอลโว่เคยเล่าว่า “เมื่อรถยนต์คันแรกมาถึงสวีเดน ไม่นานรถก็พังเพราะสภาพอากาศที่เลวร้ายที่นี่ ดังนั้นเมื่อวอลโวเริ่มผลิตรถยนต์ในปี 1927 รถยนต์เหล่านี้จึงได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่ารถยนต์รุ่นอื่น ๆ”
กาเบรียลสันและลาร์สันเคยออกคำชี้แจงไว้ในปี 1927 ว่า “รถยนต์ขับเคลื่อนโดยผู้คน ดังนั้นหลักการสำคัญเบื้องหลังทุกสิ่งที่เราผลิตที่วอลโว่ ก็คือความปลอดภัย”
เมื่อพิจารณาผลิตภัณฑ์ของบริษัทบางส่วนในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 จะเห็นได้ว่า แนวคิดดังกล่าวถูกพัฒนาจนสุดโต่งด้วยการออกแบบที่ดูเหมือนรถถัง มีกันชนขนาดใหญ่ยื่นออกมา และมีขอบเหลี่ยมที่เหลี่ยมมาก
แต่ในช่วงแรกวอลโว่ยังไม่ได้ไปสุดทางขนาดนั้น และรถรุ่นแรกที่ผลิตได้คือ Volvo ÖV4 เป็นรถยนต์เปิดประทุนแบบทัวเรอร์ที่มีเครื่องยนต์ 4 สูบ โดยแม้จะค่อนข้างว้าวสำหรับชาวสวีเดนในยุคนั้นที่ได้เห็นรถสัญชาติบ้านเกิด แต่ยอดขายไม่ได้ปังเวอร์อะไร และมีการผลิตออกมาเพียง 205 คันเท่านั้น
แต่วอลโว่ได้เริ่มทดลองสร้างรถบรรทุกที่มีเครื่องยนต์และเกียร์กระปุกเกียร์แบบเดียวกัน ทำให้ในปี 1928 ได้มีการเปิดตัว LV Series 1 ซึ่งเป็นรถบรรทุกรุ่นแรกของวอลโว่ มีเครื่องยนต์ 4 สูบ กำลัง 28 แรงม้า และบรรทุกได้สูงสุด 1,500 กิโลกรัม
บริษัทตัดสินใจเข้าสู่ตลาดรถบรรทุกหลังจากที่ตระหนักได้ว่า ในอุตสาหกรรมขณะนั้นไม่มีรถที่สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เลวร้ายของสวีเดนและสภาพถนนที่ย่ำแย่ได้
โดยรถบรรทุก Series 1 มีการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีฟังก์ชันการใช้งานสูง ทนทานในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของสวีเดน มอบคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระดับที่รถบรรทุกซึ่งนำเข้าจากที่อื่นที่ไม่ใช่สวีเดนไม่สามารถเทียบได้
วอลโว่สามารถขายรถบรรทุกได้มากกว่า 500 คันในเวลาอันรวดเร็วจนต้องต้องผลิตรุ่น Series 2 ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น รวมถึงมีการผลิตรถบัสด้วย จากเหตุผลที่คล้ายกัน
และรถบรรทุกกับรถบัสนี้เองที่ทำให้วอลโว่สามารถมีกำไรได้ในเวลาเพียง 3 ปีหลังเริ่มเข้าสู่วงการยานยนต์อย่างเป็นทางการ
ไปไกลกว่าแค่สวีเดน
วอลโว่ยังคงพัฒนารถบรรทุกต่อไป เนื่องจากรถบรรทุกเหล่านี้เป็นแหล่งทำเงินให้กับบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าว และปัจจุบันมีแผนกแยกต่างหากเป็น Volvo Trucks เพื่อเจาะตลาดนี้โดยเฉพาะ
แม้ว่ารถบรรทุกจะประสบความสำเร็จทางการเงิน แต่วอลโว่ก็ยังคงพัฒนารถยนต์ต่อไปเช่นกัน เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีความหลากหลาย และในปี 1933 พวกเขาได้เปิดตัวรถยนต์หรูรุ่นแรกของแบรนด์ นั่นคือ PV645
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การผลิตรถยนต์ชะลอตัวลง แต่เนื่องจากสวีเดนเป็นประเทศที่เป็นกลางในช่วงสงคราม ธุรกิจของพวกเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับแบรนด์อื่น ๆ
ดังนั้น แม้ว่าบริษัทจะต้องสนับสนุนความมั่นคงของประเทศสวีเดนในช่วงสงครามบ้าง แต่พวกเขายังคงพัฒนารถยนต์ต่อไปได้ และในปี 1944 จึงได้เปิดตัว “PV444” หนึ่งในรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท
PV444 เป็นรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นแรกของวอลโว่ มักเรียกกันด้วยชื่อเล่นว่า “ลิตเติลวอลโว่” ได้รับความนิยมแบบเบรกไม่อยู่ โดยภายใน 2 สัปดาห์หลังเปิดตัว มียอดสั่งซื้อเข้ามาถึง 2,300 คัน
ความนิยมของลิตเติลวอลโว่เกิดขึ้นต่อเนื่องจนบริษัทต้องดำเนินการผลิตติดต่อกันเป็นเวลาถึง 12 ปี และนี่คือวอลโว่รุ่นแรกที่ก้าวเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในปี 1955
รถยนต์ PV444 คันแรกถูกส่งไปที่ท่าเรือในเมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้คนจำนวนมากต่างไม่คิดว่าวอลโว่จะประสบความสำเร็จ แต่ 2 ปีต่อมา วอลโว่ได้กลายเป็นแบรนด์รถยนต์นำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในแคลิฟอร์เนีย
การขยายไปตลาดต่างประเทศทำให้ในช่วงทศวรรษ 1960 วอลโวเริ่มขยายตัว โดยเปิดโรงงานผลิตแห่งที่สองในเมืองทอร์สลันดา ประเทศสวีเดน และเปิดโรงงานในต่างประเทศ คือที่แคนาดา เบลเยียม และมาเลเซีย
เปลี่ยนมือมาเป็นของจีน
ในช่วงทศวรรษ 1990 วอลโว่ประสบความล้มเหลวในการควบรวมกิจการ ครั้ง ครั้งแรกพยายามควบรวมกับเรโนลต์ (Renault) จากฝรั่งเศสในปี 1993 และครั้งที่สองกับ Scania AB ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์เชิงพาณิชย์ของสวีเดน
จนในที่สุด แผนกรถยนต์ของวอลโว่ได้ถูกขายให้กับ “ฟอร์ด” (Ford Motor) ในปี 1999
วอลโว่ช่วงที่อยู่ภายใต้ฟอร์ดไม่ได้มีความเคลื่อนไหวหรือการเติบโตที่หวือหวาเท่าไร หนำซ้ำยังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 จนมีการเลิกจ้างพนักงานของวอลโว่จำนวนมาก
ในเดือน ธ.ค. ปีนั้น ฟอร์ดประกาศว่า กำลังพิจารณาขายวอลโว่ รวมถึงกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะแยกวอลโว่ออกเป็นบริษัทอิสระ
ช่วงเวลานั้นรัฐบาลสวีเดนได้รับการร้องขอให้พิจารณาการเข้ามาเป็นเจ้าของวอลโว่ ให้กลายเป็นบริษัทของรัฐ หรือไม่ก็ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
กระทั่งในปี 2010 บริษัท Geely Automobile ของจีน ได้เข้าซื้อกิจการรถวอลโว่ โดยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด ทำให้เป็นเจ้าของวอลโว่มาจนถึงทุกวันนี้
จากนั้นวอลโว่ภายใต้การนำของ Geely Automobile ได้เปิดโรงงานผลิตนอกยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเปิดโรงงานที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ในปี 2013 และเปิดโรงงานผลิตแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อปี 2018 ทำให้วอลโว่มีโรงงานทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ
มาตรฐานความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ
อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า วอลโว่ขึ้นชื่อลือชาอย่างมากเรื่องความปลอดภัย ตามแนวคิดของกาเบรียลสันและลาร์สันที่มองว่าผู้ใช้รถมีความสำคัญที่สุด และรู้หรือไม่ว่า นวัตกรรมความปลอดภัยในรถหลายอย่างที่เราคุ้นเคยกัน มีวอลโว่เป็นผู้คิดค้น
วอลโว่มีมาตรฐานความปลอดภัยกว่า 20 อย่าง ซึ่งถ้าจะให้บรรยายทั้งหมดอาจจะไม่ไหว จึงขอหยิบยกนวัตกรรมที่โดดเด่นมาแค่บางส่วน
การออกแบบแรกที่พลิกโฉมชีวิตผู้ใช้รถทั้งโลก คือ “เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด” (three-point safety belt) ที่เปิดตัวในปี 1959 โดย นิลส์ โบห์ลิน วิศวกรของวอลโว่ เริ่มนำมาใช้ในรุ่น PV544 โดยวอลโว่ไม่จดสิทธิบัตรการออกแบบนี้ และให้รถยนต์ทุกคันทุกยี่ห้อบนโลกสามารถนำไปใช้ได้ ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน
นวัตกรรมต่อมาคือ การคิดค้นคาร์ซีทเด็กแบบหันไปทางด้านหลัง (rearward-facing child seat) ในปี 1972 ซึ่งกระจายน้ำหนักและลดการบาดเจ็บให้เหลือน้อยที่สุด ช่วยเพิ่มโอกาสรอดให้เด็กเล็กในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
อีกผลงานที่น่าสนใจคือ ระบบป้องกันการกระแทกด้านข้าง (SIPS) ที่เปิดตัวในปี 1991 โดยการออกแบบโครงสร้างรถที่แข็งแกร่งมากและใช้วัสดุดูดซับพลังงานที่ด้านใน คานขวางที่พื้นรถ เบาะนั่งที่เสริมความแข็งแรง และถุงแอร์แบ็กด้านข้าง ทำให้สามารถเซฟชีวิตคนในรถจากการกระแทกรุนแรงได้
หรือในปี 1998 มีการออกแบบระบบป้องกันการเหวี่ยง (WHIPS) ด้วยการออกแบบเบาะนั่งและที่รองศีรษะที่ดูดซับพลังงานในกรณีที่เกิดการกระแทกจากด้านหลังได้ ช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ
วอลโว่เปิดตัวรถยนต์ SUV รุ่นแรกของแบรนด์ในปี 2002 พร้อมกับ ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ROPS) เป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการพลิกคว่ำแบบอิเล็กทรอนิกส์ และปรับปรุงการออกแบบตัวถัง โครงสร้าง และระบบยึดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มการป้องกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ
เมื่อโลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น วอลโว่ก็ได้พัฒนาระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยอีกจำนวนมาก เช่น ระบบแจ้งเตือนจุดบอด (BLIS), ระบบตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบเบรกอัตโนมัติเต็มรูปแบบ, ระบบป้องกันการวิ่งออกนอกเลน และระบบจำกัดความเร็ว ฯลฯ
เรียกได้ว่า วอลโว่ยังคงไม่ละทิ้งหัวใจการออกแบบรถยนต์ที่สองผู้ก่อตั้งได้ฝากทิ้งเอาไว้
ต้องลดคนแม้รายได้ดี
วอลโว่รายงานรายได้ปี 2024 ทำลายสถิติเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน อยู่ที่ 4 แสนโครนสวีเดน (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ทำรายได้สูงเกิน 4 แสนโครนสวีเดน ปัจจัยหลักมาจากยอดขายที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน ที่ 763,389 คัน
ในส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ราว 2.7 หมื่นล้านโครนสวีเดน (ราว 9.16 หมื่นล้านบาท) ไม่รวมกิจการร่วมค้าและบริษัทในเครือ ถือเป็นสถิติใหม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2025 วอลโว่ได้เปิดเผยแผนปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อลดต้นทุนให้ได้ 1.8 หมื่นล้านโครนสวีเดน (ราว 6.15 หมื่นล้านบาท) โดยจะเลิกจ้างพนักงาน 3,000 คนทั่วโลก แต่ส่วนมากจะอยู่ในสวีเดน
วอลโวระบุว่า สาเหตุมาจากบริษัทต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนด้านการค้า โดยการเลิกจ้างดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 15% ของพนักงานในสำนักงานของบริษัท
ทั้งนี้ วอลโว่มีฐานการผลิตส่วนใหญ่ในยุโรปและจีน จึงมีความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มากกว่าคู่แข่งรายอื่นในยุโรป แม้จะมีโรงงานในสหรัฐฯ แต่กำลังผลิตไม่มากพอ ทำให้ในภาพรวมแล้ว การส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ อาจกลายเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
ฮาคาน ซามูเอลส์สัน ซีอีโอของวอลโว่ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เราต้องปรับปรุงการสร้างกระแสเงินสดและลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง”
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB