“พานาโซนิค” ยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์เก่าแก่ร้อยปี ถึงวันที่ต้องปลดพนักงานนับหมื่น
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับบริษัทใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 100 ปี ดังเช่นที่เกิดกับ “พานาโซนิค” ซึ่งต้องปลดพนักงานถึง 10,000 คน
เป็นเวลานับร้อยปีแล้ว ที่โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายยิ่งกว่าที่เคย และหากพูดถึงแบรนด์ที่อยู่อายุเก่าแก่เกินกว่า 100 ปีที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยดี คงหนีไม่พ้น “พานาโซนิค” (Panasonic)
คนไทยอาจคุ้นเคยกับ “ถ่านพานาโซนิค” มากกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แต่ความจริงแล้วพานาโซนิคมีทั้งเตารีด เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ทีวี แอร์ เครื่องดูดฝุ่น ไปจนถึงกล้องถ่ายรูป
เรื่องราวของพานาโซนิคมีความน่าสนใจไม่แพ้ธุรกิจอื่น ๆ เพราะจากบริษัทที่มีพนักงานเพียง 3 คน ได้เติบโตจนกลายมาเป็นองค์กรขนาดยักษ์ที่มีพนักงานมากกว่า 200,000 คนทั่วโลก และเคยครองแชมป์เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก
แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงในปี 2025 เมื่อบริษัทประกาศปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการปรับลดพนักงานถึง 10,000 คน จนมีคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับพานาโซนิคกันแน่
ความรู้เรื่องธุรกิจแบบไร้ทฤษฎี
“มัตสึชิตะ โคโนสุเกะ” ผู้ก่อตั้งบริษัทพานาโซนิค เกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 1894 ในหมู่บ้านวาซามูระ ทางตอนใต้ของโอซากา ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองวากายามะ เป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัวที่มีลูกสาว 5 คนและลูกชาย 3 คน
ในช่วงแรก โคโนสุเกะมีชีวิตที่มีความสุขและไร้กังวล แต่เมื่ออายุได้เพียง 4 ขวบ พ่อของโคโนสุเกะขาดทุนจากการเก็งกำไรข้าว ทำให้ครอบครัวไม่เหลือทรัพย์สินอะไรเลย และพ่อของเขาต้องออกเดินทางไปโอซากาเพื่อหางานทำ
เมื่อโคโนสุเกะอายุได้ 9 ขวบ พ่อของเขาได้ส่งคนมารับโคโนสุเกะไปฝึกงานที่ร้านค้าในโอซากา ก่อนจะเปลี่ยนไปทำงานที่ร้านจักรยานโกไดในย่านเซมบะ ซึ่งนายจ้างของเขาประทับใจในความสามารถและความสนใจอย่างแรงกล้าในธุรกิจของโคโนสุเกะ และการฝึกงานในร้านทั้งสองรวมเป็นเวลาเกือบ 7 ปีทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับโลกของธุรกิจ
ช่วงอายุ 9-15 ปีของโคโนสุเกะถูกใช้ไปกับการทำงานและเรียนรู้เรื่องธุรกิจ เขาเรียนรู้ว่าพ่อค้าควรเป็นอย่างไรโดยไม่มีทฤษฎีใด ๆ แต่เข้าใจจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสโดยตรง
โคโนสุเกะเคยกล่าวว่า “ในตอนนั้น ย่านเซมบะอาจเรียกได้ว่าเป็นวิทยาลัยเซมบะ และความเชื่อที่เป็นที่นิยมคือการเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจในเซมบะ ในฐานะลูกจ้างฝึกงานก็เหมือนกับการเรียนหลักสูตรเพื่อเป็นนักธุรกิจเต็มตัว แน่นอนว่ามันเป็นเส้นทางที่ยากลำบากมาก ในแง่หนึ่ง ผมเป็นอย่างที่ผมเป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้ก็ต้องขอบคุณการทำงานเป็นลูกจ้างฝึกงานเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้มารยาททางธุรกิจโดยธรรมชาติและได้รับความรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง”
การเรียนรู้ธุรกิจตั้งแต่เด็กทำให้โคโนสุเกะมีสายตาที่มองเห็นโอกาส เขาเห็นรถรางที่เปิดให้บริการในโอซากามาระยะหนึ่ง โคโนสุเกะจึงตัดสินใจว่า อนาคตของเขาน่าจะอยู่ที่ “ธุรกิจไฟฟ้า” เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาจึงลาออกจากร้านจักรยานโกไดเพื่อไปทำงานที่บริษัท Osaka Electric Light
พออายุได้ 20 ปี เขาแต่งงานกับ อิอุเอะ มุเมโนะ และ 2 ปีต่อมาได้เลื่อนขั้นในบริษัทโดยได้ออกแบบขั้วหลอดไฟ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าของเขาบอกเขาว่าขั้วหลอดไฟนั้นไร้ประโยชน์
แต่ด้วยปัญหาสุขภาพ ทำให้โคโนสุเกะตัดสินใจลาออกเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ในเดือน มิ.ย. 1917 โคโนสุเกะได้ตั้งร้านค้าขึ้นในตึกแถวสองห้องเล็ก ๆ ทางตะวันออกของโอซากา โดยผลิตและจำหน่ายขั้วหลอดไฟใหม่ แต่ยอดขายแทบจะไม่มีเลย
อย่างไรก็ตาม โคโนสุเกะไม่ย่อท้อและยังคงคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีขึ้นต่อไป จนช่วงปลายปี เขาได้รับคำสั่งซื้อแผ่นฉนวนสำหรับพัดลมไฟฟ้าจากผู้ผลิตขนาดใหญ่รายหนึ่ง และมีคำสั่งซื้อซ้ำ ๆ ตามมา ทำให้เขามีเงินทุนที่จำเป็นในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ จำนวนมาก
ชื่อแรกไม่ใช่ “พานาโซนิค”
โคโนสุเกะในวัย 23 ปีเปลี่ยนร้านค้าเล็ก ๆ ของเขาให้กลายเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มี.ค. 1918 ในชื่อ “Matsushita Electric Housewares Manufacturing Works” โดยมีพนักงานแค่ 3 คน คือตัวเขาเอง ภรรยา และน้องเขยอายุ 15 ปี
พวกเขาย้ายที่ตั้งบริษัทไปยังอาคารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เปลี่ยนชั้นล่างเป็นเวิร์กชอป และติดตั้งเครื่องกดแบบใช้มือสองเครื่องสำหรับขึ้นรูปฉนวน
แม้ว่าความสำเร็จแรกของบริษัทจะมาจากแผ่นฉนวนพัดลม แต่โคโนสุเกะยังคงเชื่อมั่นว่า มีตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ถูกสำรวจสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านคุณภาพสูงและสะดวกสบาย
เขาอดตาหลับขับตานอนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จนได้เต้าเสียบ (Attachment Plug) รูปแบบใหม่ และเต้ารับแบบสองทาง (Double Cluster Socket)
เต้าเสียบรูปแบบใหม่ของโคโนสุเกะ มีการออกแบบที่ไม่เหมือนใครในสมัยนั้น โดยรีไซเคิลชิ้นส่วนโลหะที่ขันเกลียวของหลอดไฟใช้แล้ว ส่วนเต้ารับแบบสองทางทำให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าได้ 2 ตัวในเวลาเดียวกัน เช่นช่องหนึ่งต่อลอดไฟ อีกช่องต่อเตารีด เรียกว่าคล้ายปลั๊กพ่วงในปัจจุบันนั่นเอง
สินค้าเหล่านี้ได้รับความนิยมเนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าสินค้าอื่น ๆ ในท้องตลาด และราคาถูกกว่า 30-50% ทำให้ในเวลาไม่ถึง 1 ปี บริษัทต้องเพิ่มพนักงานเป็น 20 คน
โลโก้ของบริษัทในตอนแรกเป็นตัวอักษร M ทับด้วยลูกศรและล้อมด้วยรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดใหญ่ สื่อถึงการบรรลุเป้าหมาย การเอาชนะอุปสรรคใด ๆ ก็ตามที่อาจพบเจอตลอดเส้นทาง
ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากจนต้องเพิ่มพนักงานและสร้างโรงงานกับสำนักงานในปี 1922 และมีพนักงานมากกว่า 50 คน กลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบที่มีโรงงานเป็นของตัวเอง
ไอเดียอันไร้ที่สิ้นสุดเพื่อทุกคน
โคโนสุเกะมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากถึงขั้นที่ว่าเขาต้องเก็บดินสอและกระดาษไว้ข้างหัวเตียงเพื่อจดไอเดียที่ผุดขึ้นมาขณะหลับ
นั่นทำให้เขามีไอเดียพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเสมอ เช่น ไฟจักรยานทรงกระสุน ซึ่งเกิดจากการที่สมัยก่อนไฟจักรยานมักใช้เป็นโคมไฟเทียนหรือตะเกียงน้ำมัน แม้ว่าจะมีโคมไฟแบบใช้แบตเตอรี่ แต่มักดับภายใน 2-3 ชั่วโมง เขาจึงออกแบบไฟจักรยานที่สามารถใช้งานได้ 30-40 ชั่วโมงขึ้นมา
ผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากในญี่ปุ่น คือโคมไฟแบตเตอรี่ทรงสี่เหลี่ยมที่เขาตั้งชื่อว่า “National” ซึ่งแปลว่า “ที่เกี่ยวข้องกับชาติ” เขาเห็นว่าเหมาะมาก เพราะโคมไฟนี้จะเป็นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกครัวเรือนในประเทศ และนั่นกลายเป็นความจริง โดยในปี 1927 ขายได้มากกว่า 30,000 ชิ้นต่อเดือนภายในปีแรกที่วางจำหน่าย
ในปีเดียวกัน บริษัทได้เข้าสู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน ซึ่งถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในสมัยนั้น และเกินความสามารถในการซื้อของครัวเรือนส่วนใหญ่ แต่โคโนสุเกะเชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้มีคุณภาพสูงในราคาที่คนทั่วไปสามารถจ่ายได้
ในเดือน ม.ค. 1927 เขาได้จัดตั้งแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนเพื่อพัฒนาเตารีดสำหรับตลาดมวลชน โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาด แต่จะมีราคาต่ำกว่าอย่างน้อย 30%
บริษัทมัตสึชิตะทำสำเร็จในอีก 3 เดือนต่อมา พวกเขาผลิตเตารีดวางจำหน่ายในราคา 3.2 เยน ถูกกว่าเตารีดอื่นในตลาดที่ขายในราคา 4-5 เยน (ครูประถมศึกษาในยุคนั้นมีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 50 เยนต่อปี) กลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ
สถานการณ์เศรษฐกิจในญี่ปุ่นแย่ลง แต่บริษัทยังคงเติบโตต่อไป โดยขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ให้ความร้อน และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และเพิ่มตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
ในปี 1928 ยอดขายรายเดือนของบริษัทเพิ่มเป็นมากกว่า 100,000 เยน และมีพนักงานมากกว่า 300 คน และปีต่อมา โคโนสุเกะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Matsushita Electric Manufacturing Works
บริษัทได้จัดตั้งแผนกมอเตอร์ไฟฟ้าในเดือน ก.ค. 1933 และเริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบและการผลิตมอเตอร์ ในเวลานั้นมีผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ผลิตมอเตอร์ และเครื่องใช้ในครัวเรือนที่มีมอเตอร์มีเพียงพัดลมไฟฟ้าเท่านั้น ทำให้หลายฝ่ายไม่เข้าใจการตัดสินใจครั้งนั้น
โคนุสุเกะกล่าวในเวลานั้นว่า “คุณภาพชีวิตของครัวเรือนโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น และจะมีวันหนึ่งที่ครัวเรือนส่วนใหญ่จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างน้อย 10 ตัว ความต้องการมอเตอร์จะมีไม่จำกัด”
ในปี 1935 บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Matsushita Electric Industrial Co., Ltd. มีพนักงานประมาณ 3,500 คน ยอดขายต่อปีอยู่ที่ 12 ล้านเยน ผลิตสินค้าต่าง ๆ ประมาณ 600 รายการ และเครือข่ายการขายขยายไปยังต่างประเทศ กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
คืนชีพจากไฟสงคราม
บริษัทเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1942 จำนวนพนักงานลดลงอย่างรวดเร็วจาก 26,000 คนเหลือเพียง 4,400 คน ก่อนะจฟื้นกลับมาเป็น 15,000 หลังสงครามจบในปี 1945
แต่ไฟสงครามทำให้บริษัทมัตสึชิตะสูญเสียโรงงานและสำนักงานไปถึง 32 แห่งในญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่อยู่ในโตเกียวและโอซากา ขณะที่โรงงานและช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศถูกยึด โชคดีที่สำนักงานใหญ่และโรงงานหลักของบริษัทยังคงอยู่
ในช่วงหลังสงครามโลก บริษัทเริ่มฟื้นตัวได้ในที่สุด ตั้งแต่ปี 1945 จนถึงปี 1959 บริษัทเริ่มผลิตเครื่องซักผ้า ทีวีขาวดำ ตู้เย็น วิทยุ หม้อหุงข้าว เครื่องบันทึกเทป และเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน
นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มขยายกิจการไปทั่วโลกในช่วงทศวรรษปี 1950 ส่วนธุรกิจมอเตอร์เองมีความต้องการที่เพิ่มสูงตรงตามคำทำนายของโคโนสุเกะ และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ในครัวเรือนเฟื่องฟูอย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เข้าสู่ยุคใหม่
บริษัทมีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายขึ้น ทั้งเครื่องซักผ้า ที่เปิดตัวรุ่นแรกในปี 1951 ส่วนปีต่อมาเริ่มวางขายโทรทัศน์ขาวดำ และต่อด้วยตู้เย็นในปี 1953 หรือเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้นและเครื่องดูดฝุ่นที่เปิดตัวพร้อมกันในปี 1958 ก็เป็นสินค้าที่ได้ความนิยม
ในเดือน ม.ค. 1961 โคโนสุเกะประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท “ในการฉลองวันเกิด 65 ปีของผม ผมตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท และอยู่ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร หรือพูดอีกอย่างก็คือ ถอยห่างจากฝ่ายบริหารของบริษัท การเกษียณอายุของผมมาถึงจุดเปลี่ยนในการพัฒนาบริษัท แต่ผมเชื่อว่าบริษัทของเราจะก้าวหน้าไปอย่างมากภายใต้การบริหารชุดใหม่”
โดย มัตสึชิตะ มาซาฮารุ ลูกเขยของโคโนสุเกะ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทแทน และเข้าสู่ยุคใหม่ของบริษัท
ตลอดช่วงทศวรรษปี 1950 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มีการขยายตัวของตลาดสูงมาก แต่ในปี 1961 สถานะการเงินที่ตึงตัวทำให้เกิดการชะลอตัวซึ่งนำไปสู่กำลังการผลิตส่วนเกินที่ร้ายแรง
บริษัทมัตสึชิตะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเงินของบริษัท แต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกลับเลวร้ายลง และในปี 1964 กำไรของบริษัทลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1950
บริษัทพยายามแก้ไขโดยนำระบบการขายแบบใหม่มาใช้ ด้วยการขอให้บริษัทเซลส์และผู้จัดจำหน่ายให้ช่วยกันกดดันบริษัทมัตสึชิตะมากขึ้น เพื่อให้มีการผลิตสินค้าที่ดีขึ้นซึ่งจะตอบสนองความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ฝ่ายการผลิตของบริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเป็นที่นิยมอีกด้วย
นโยบายดังกล่าวทำให้บริษัทมีผลิตภัณฑ์ยอดนิยมหลายรายการเริ่มตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 1965 ได้แก่ สเตอริโอและลำโพงคอนโซล เครื่องซักผ้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบ และทีวีคอนโซล
ตั้งแต่ปี 1966 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ส่งผลต่อทัศนคติและวิถีชีวิตของผู้คนในญี่ปุ่น ซึ่งเกิดค่านิยมที่เรียกกันทั่วไปว่า 3C ได้แก่ รถยนต์ (Car) เครื่องปรับอากาศ (Air-Conditioner) และโทรทัศน์สี (Color TV)
นั่นทำให้เครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์สีเข้าสู่สายการผลิตของบริษัทมัตสึชิตะ รวมถึงเตาไมโครเวฟ เครื่องบันทึกเทป และเครื่องเล่นวีซีอาร์
ผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดนี้ เมื่อรวมกับการเปิดร้านค้าใหม่ ๆ หลายแห่งทั่วประเทศ การติดตั้งป้ายนีออนและป้ายโฆษณา และการคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 30%
ต่อมา ประธานมาซาฮารุ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการก้าวไปสู่ระดับโลก โดยเริ่มสร้างขีดความสามารถระหว่างประเทศ ขยายการดำเนินงานสนับสนุนสำหรับธุรกิจในต่างประเทศและพัฒนาพนักงานที่มีความสามารถในการจัดการการดำเนินงานระหว่างประเทศ รวมถึงการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กในปี 1971
มัตสึชิตะยังก้าวทันโลกด้วยการเข้าสู่ตลาดกล้อง โดยเปิดตัวกล้องวิดีโอรุ่นแรกในปี 1982 มีจุดเด่นคือระบบป้องกันภาพสั่นไหว ซึ่งถูกนำมาต่อยอดและพัฒนาใช้กับกล้องดิจิทัล
และเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล บริษัทต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รวมถึงการยุติการผลิตทีวีแอนะล็อกในปี 2006
“พานาโซนิค” ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง
มัตสึชิตะ โคโนสุเกะ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 1989 ขณะมีอายุได้ 94 ปี โดยเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่ออกจากบ้านเกิดเมื่ออายุได้ 9 ขวบ จนก่อตั้งพานาโซนิคให้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
แต่กว่าบริษัทมัตสึชิตะจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พานาโซนิค” ที่เราคุ้นเคยกัน คือในวันที่ 1 ต.ค. 2008 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 90 ปี
บริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พานาโซนิค คอร์ปอเรชัน” และพร้อมกันนั้น สินค้าทั้งหมดของบริษัทได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วทั้งโลกภายใต้ชื่อแบรนด์พานาโซนิค (ยกเว้นในจีนที่ยังใช้ชื่อมัตสึชิตะ)
โดยชื่อพานาโซนิคความจริงแล้วเป็นชื่อแบรนด์ลำโพงของบริษัทมัสึชิตะที่ส่งออกตลาดต่างประเทศ มาจากคำว่า “Pan” ที่แปลว่า ทุกคน ทุกอย่าง รวมกับ “Sonic” ที่สื่อถึงเสียง ชื่อพานาโซนิคจึงหมายถึง “การนำเสียงของเราไปสู่ลูกค้าทั่วโลก”
ชื่อพานาโซนิคเป็นชื่อที่ติดหูชาวต่างชาติที่สุดในบรรดาแบรนด์ต่าง ๆ ของมัตสึชิตะ ทำให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อบริษัทและชื่อแบรนด์
พานาโซนิคประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เคยครองตำแหน่งผู้ผลิตสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก
ในส่วนของผลประกอบการ ในปีงบประมาณ 2025 (1 เม.ย. 2024 – 31 มี.ค. 2025) อยู่ที่ราว 8.458 ล้านล้านเยน (ราว 1.93 ล้านล้านบาท) ลดลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า 0.5%
แม้ยอดขายจะลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ตัวเลขกำไรสุทธิกลับดิ่งฮวบอย่างหนักจนน่าตกใจ โดยปีงบประมาณ 2025 พานาโซนิคมีกำไรสุทธิ 3.84 แสนล้านเยน (ราว 8.79 หมื่นล้านบาท) ลดลงมาจากปีงบประมาณ 2024 ถึง 17.5%
ผลกำไรที่ลดลงมหาศาลดังกล่าว ทำให้เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2025 บริษัทพานาโซนิคประกาศแผนปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้กำไรสูงขึ้น โดยประกาศแผนการเลิกจ้างพนักงาน 10,000 คน
ในการปรับโครงสร้าง พานาโซนิคจะลดพนักงาน 10,000 คน ผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด โดยส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานฝ่ายขายและฝ่ายบริหารของบริษัทในเครือ ซึ่งคาดว่าจะมีการเลิกจ้างพนักงาน 5,000 คนในญี่ปุ่นและ 5,000 คนในต่างประเทศ
ณ ปีงบประมาณ 2025 พานาโซนิคมีพนักงานอยู่ประมาณ 207,000 คนทั่วโลก การเลิกจ้างพนักงานที่จะเกิดขึ้นจึงคิดเป็นเกือบ 5% ของพนักงานทั้งหมด
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะถอนตัวจากธุรกิจที่ขาดทุนซึ่งคาดว่าจะไม่สามารถปรับปรุงผลกำไรได้ และจะรวมกิจการและปิดบริษัทบางแห่งในเครือ รวมถึงจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีอื่น ๆ
บริษัทกำลังพิจารณาขายหรือถอนตัวจากธุรกิจโทรทัศน์ แยกบริษัทลูกที่ดูแลเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องปรับอากาศ และระบบไฟส่องสว่าง ออกเป็นหลายบริษัท และทบทวนระบบการพัฒนา การผลิต และการขายสำหรับธุรกิจเครื่องใช้ในบ้านอย่างจริงจัง
การปลดพนักงานจำนวนมากขนาดนี้ของพานาโซนิคเคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2011 ที่ลดพนักงานประมาณ 40,000 คน เมื่อเข้าซื้อกิจการ SANYO Electric Co., Ltd. ในฐานะบริษัทย่อย และก่อนหน้านั้นคือปี 2001 เมื่อบริษัทประสบภาวะขาดทุน และต้องขอให้พนักงาน 13,000 คนเกษียณอายุก่อนกำหนด
ต้องจับตาดูต่อไปว่า ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้พานาโซนิคกลับมามีกำไรเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และแผนการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน จะเป็นทางออกที่ถูกต้องหรือเปล่า
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB