เมื่อ “ธรรมชาติ” กลายเป็นความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องบริหาร
ถ้าธุรกิจเติบโต แต่ทรัพยากรลดลง ระบบนิเวศอ่อนแอลง การเติบโตนั้นยังยั่งยืนจริงหรือไม่ นี่คือโจทย์ใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องตอบให้ได้
วิกฤตธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังขยับจากประเด็นด้านความยั่งยืน มาเป็นความเสี่ยงที่กระทบธุรกิจโดยตรง ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงชุมชนและระบบเศรษฐกิจ ทำให้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่สามารถแยกออกจากแผนธุรกิจได้อีกต่อไป โดยนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ให้มุมมองเรื่องนี้ในงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่”
โดยชี้ว่า สำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม ความเสี่ยงจากธรรมชาติที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “น้ำ” เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการเพียงน้ำให้เพียงพอกับการผลิต แต่ต้องการน้ำที่มีทั้ง ปริมาณ คุณภาพ และความมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกัน น้ำเป็นทรัพยากรเดียวกับที่ชุมชน เกษตรกร อุตสาหกรรมอื่น และระบบนิเวศต้องใช้ร่วมกัน
ดังนั้น ต่อให้โรงงานบริหารการใช้น้ำได้ดี แต่ถ้าลุ่มน้ำโดยรอบมีปัญหา ธุรกิจก็ยังหลีกเลี่ยงความเสี่ยงไม่ได้ ประเด็นจึงเปลี่ยนจาก “บริษัทจะใช้น้ำอย่างไร” ไปสู่คำถามว่า จะบริหารทรัพยากรร่วมอย่างไรให้ระบบยังรองรับการเติบโตได้ในระยะยาว
3 ระดับของการบริหารน้ำ
นายสราวุฒิ มองว่าการจัดการน้ำต้องทำพร้อมกัน 3 ระดับ ระดับแรก Efficiency คือ จัดการสิ่งที่บริษัทควบคุมได้ก่อน ทั้งลดการใช้น้ำ เพิ่มประสิทธิภาพ นำน้ำกลับมาใช้ และบริหารกระบวนการผลิตผ่านหลัก 4R ได้แก่ Reserve, Reduce, Reuse และ Recycle รวมถึงนำเทคโนโลยี Smart Manufacturing เข้ามาช่วย แต่โจทย์ไม่ได้จบที่รั้วโรงงาน เพราะประสิทธิภาพภายในจะไม่สามารถแก้ความเสี่ยงได้ หากลุ่มน้ำที่ธุรกิจพึ่งพายังมีปัญหา
ระดับที่สอง Stewardship คือ การเปลี่ยนวิธีมองน้ำจากวัตถุดิบ เป็นทรัพยากรร่วม ของทุกฝ่ายในลุ่มน้ำ โดยโรงงาน TCP ที่ปราจีนบุรีใช้มาตรฐาน Alliance for Water Stewardship หรือ AWS เป็นกรอบในการประเมินผู้ใช้น้ำ ความเสี่ยง และความท้าทายในลุ่มน้ำบางปะกง และได้รับ AWS Core Certification ซึ่งเป็นการรับรองด้านการบริหารจัดการน้ำ
ระดับที่สาม Resilience คือ การเพิ่มความสามารถของชุมชนและระบบนิเวศในการรับมือกับความเสี่ยง โดย TCP ทำงานร่วมกับชุมชนและพันธมิตรใน ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำโขง ภายใต้โครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย ซึ่งโจทย์ของโครงการไม่ได้มีเพียงการเพิ่มแหล่งน้ำ แต่รวมถึงการให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับพื้นที่ เพื่อรองรับทั้งการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงต่อไปถึงคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยในด้านการวัดผล TCP ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อทวนสอบปริมาณน้ำที่เกิดจากโครงการ รวมถึงทำงานด้านป่าในโครงการป่าคาร์บอนที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
อีกด้านที่ถูกนำเข้ามาพิจารณา คือ คุณภาพน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบริษัทเริ่มเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพทั้งภายในและรอบโรงงาน รวมถึงจัดทำพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ปลาร่วมกับชุมชน เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในระยะยาว
จาก ESG สู่โจทย์การเติบโต
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การบริหารธรรมชาติไม่ได้ถูกมองเพียงเรื่องลดผลกระทบ เช่น ลดการใช้น้ำหรือลดคาร์บอน แต่กำลังกลายเป็นคำถามเรื่อง ความสามารถของธุรกิจในการเติบโต เพราะหากยอดขายและกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น แต่แหล่งน้ำกลับมีความเสี่ยงมากขึ้น ชุมชนรอบโรงงานเปราะบางลง หรือระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง ธุรกิจอาจเติบโตได้ในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในระยะยาว TCP จึงตั้งเป้าหมาย Net Water Positive ภายในปี 2030 โดยต้องการคืนปริมาณน้ำให้ธรรมชาติและชุมชนมากกว่าปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต
อย่างไรก็ตาม ในมุมบริหารธุรกิจ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เรื่องธรรมชาติเข้ามาอยู่ในระบบตัดสินใจจริง ตั้งแต่ แผนธุรกิจ เป้าหมาย ตัวชี้วัด งบประมาณ ไปจนถึงการลงทุน เพราะเมื่อทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นปัจจัยที่กำหนดต้นทุน ความต่อเนื่องของการผลิต และความสามารถในการเติบโต การบริหารธรรมชาติจึงไม่ใช่ “งานเพื่อสิ่งแวดล้อม” ขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB