“Stanley” แก้วที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ประวัติยาวนานมากกว่า 110 ปี
เปิดประวัติแบรนด์แก้วเก็บอุณหภูมิ “Stanley” ของมันต้องมีของคนยุคนี้ ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานมากกว่า 110 ปี
หนึ่งในสิ่งของที่คนยุคนี้ต้องถือติดมือคือ “แก้วน้ำเก็บอุณหภูมิ” หรือ “Tumbler” เพื่อให้สามารถดับกระหายได้ตลอดเวลา แต่กระติกน้ำที่ดีต้องสามารถรักษาความเย็นความร้อนไว้ได้เหมือนเดิม รวมถึงควรมีความทนทานตกหล่นไม่แตก น้ำไม่หก
แบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องนี้คือ “Stanley” (สแตนลีย์) จากสหรัฐฯ และกลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้คนหลายสิบล้านร้อยล้านได้เห็นว่าแก้วของ Stanley อยู่ยงคงกะพันแค่ไหน
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือเมื่อปลายปี 2023 ผู้ใช้ TikTok ชื่อ “Danielle Lettering” ได้โพสต์วิดีโอรถของเธอที่ประสบเหตุถูกไฟไหม้จนเหลือแต่ซาก แต่ภายในซากนั้นกลับพบแก้ว Stanley อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่สึกหรอ แถมเครื่องดื่มข้างในก็ยังเย็นอยู่ ไม่ร้อนหรือระเหยด้วย
แต่ทราบหรือไม่ว่า แก้วที่มีความแข็งแกร่งระดับปาฏิหาริย์นั้นเกิดมาตั้งแต่เมื่อมากกว่า 100 ปีก่อนแล้ว! และผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมา ไม่ได้มีอาชีพเกี่ยวกับแก้ว แต่เป็นช่างไฟฟ้า
แจกลิสต์ “เมนูอาหารเจ 108 อย่าง” ทำกินได้ทุกวัน ตลอดเทศกาลกินเจ 2568
กระติกน้ำฝีมือช่างไฟฟ้า
แก้วสแตนลีย์เป็นหนึ่งในสิทธิบัตรของ “วิลเลียม สแตนลีย์ จูเนียร์” นักฟิสิกส์และช่างไฟฟ้า ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล สถาบันชั้นนำของโลก
หลังเรียนจบ เขาเริ่มทำงานในบริษัทผู้ผลิตสัญญาณเตือนไฟไหม้ ก่อนจะย้ายไปทำงานกับนักประดิษฐ์ จอร์จ เวสติงเฮาส์ จนเมื่ออายุได้ 27 ปี สแตนลีย์ประสบความสำเร็จในการสร้างหม้อแปลงไฟฟ้ากระแสสลับได้เป็นคนแรก ซึ่งนี่เป็นต้นแบบของหม้อแปลงที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
ปีถัดมา สแตนลีย์พัฒนาระบบส่งไฟฟ้ากระแสสลับแรงดันสูงแบบสมบูรณ์ชุดแรก ซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ในพื้นที่กว้าง เขาใช้ระบบนี้ในการให้แสงสว่างแก่สำนักงานและร้านค้าต่าง ๆ ในละแวกบ้านของเขา
ในปี 1890 สแตนลีย์ในวัย 42 ปีได้ก่อตั้งบริษัท Stanley Electric Manufacturing Company ในเมืองพิตต์สฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์
ระหว่างนั้นเขายังได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่และจดสิทธิบัตรอีกเกือบ 130 รายการ เช่น ไส้หลอดสำหรับหลอดไฟฟ้า ขดลวดเหนี่ยวนำ รวมถึงระบบตัดไฟอัตโนมัติสำหรับวงจรไฟฟ้าแสงสว่าง ฯลฯ
จุดกำเนิดของแก้ว Stanley เกิดขึ้นในปี 1913 เมื่อสแตนลีย์ที่ยังคงเดินหน้าพัฒนาหม้อแปลงไฟฟ้าอย่ะบว่า กระบวนการเชื่อมที่เขาใช้นั้น สามารถนำมาใช้หุ้มกระติกน้ำเพื่อรักษาความร้อน
2 ก.ย. 1913 วิลเลียม สแตนลีย์ จูเนียร์ ได้จดสิทธิบัตรกระติกน้ำสุญญากาศที่ทำจากเหล็กทั้งหมด แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการที่เขาทำงานกับหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งระหว่างนั้นเขาได้ค้นพบว่า กระบวนการเชื่อมที่เขาใช้นั้นสามารถนำมาใช้หุ้มกระติกน้ำสุญญากาศด้วยเหล็กแทนแก้วได้
กระติกน้ำใหม่ของสแตนลีย์ได้ลงหนังสือพิมพ์ Berkshire Courier ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้ก่อตั้งบริษัท Stanley Insulating Company ในเมืองเกรตแบร์ริงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และเริ่มผลิตกระติกน้ำจำนวนมากภายใต้แบรนด์ “Ferrostat” และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “Supervac”
เขาได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก วิลเลียม เอช. วอล์กเกอร์ เพื่อนของเขา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ในขณะที่สแตนลีย์ดำรงตำแหน่งรองประธาน
แก้วที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี
เรื่องราวความแข็งแกร่งของแก้ว Stanley เป็นที่พูดถึงมาตั้งแต่เมื่อ 100 ปีก่อนแล้ว โดยเกิดจากการเล่าสู่กันฟังของบรรดาผู้ใช้ ซึ่งในยุคนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงาน รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น นักเดินป่าและนักตั้งแคมป์
บริษัท Stanley ในเวลานั้นประกาศว่า ผลิตภัณฑ์ของตนเป็น “ส่วนสำคัญของวันทำงาน การเดินทาง และการผจญภัยกลางแจ้ง”
บริษัทยังกล่าวว่า ลูกค้าเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยกลางแจ้งพร้อมแก้ว Stanley และเรื่องราวเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ “หมี” กลายเป็นที่มาของโลโก้หมีติดปีกสวมมงกุฎอันเป็นเอกลักษณ์
จากเว็บไซต์ Stanley มีหนึ่งในตัวอย่างจดหมายที่ลูกค้าส่งถึงบริษัท ระบุว่า “ผมกับภรรยาไปตั้งแคมป์ หลังจากดื่มเครื่องดื่มและเปิดเพลงรอบกองไฟกันสักพัก เราก็ตัดสินใจเข้านอน ผมหลับสนิทและรู้สึกเหมือนฝันไปเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังไปทั่วเต็นท์ มันคือหมี ผมตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ผมหยิบแก้ว Stanley ขึ้นมาแล้วตีหมีในความมืด ผมตั้งใจจะเป็นฮีโร่ แต่กลับกลายเป็นว่าผมไปฟาดหัวภรรยาต่างหาก เธอจึงฟาดหัวผมคืน ด้วยความเคารพ จากชายผู้มีภรรยาที่แข็งแกร่งกว่าแก้ว Stanley”
ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของบริษัท หมีปรากฏตัวครั้งแรกหลังจากลูกค้าจำนวนมากเล่าเรื่องราวการผจญภัยของพวกเขาในช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ผลิตภัณฑ์ของ Stanley ในป่า ซึ่งส่วนใหญ่มีหมีอยู่ด้วย บางครั้งเป็นหมีที่เข้าใกล้กองไฟหรือบังเอิญเจอหมีในป่า แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม หมีได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Stanley
สแตนลีย์ที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้จึงตัดสินใจใช้หมีเป็นโลโก้ของแบรนด์ และตั้งชื่อหมีตัวนั้นว่า “สแตน” (Stan)
ขณะที่ชื่อเสียงของแก้วเก็บอุณหภูมิสุดแข็งแกร่งกำลังขจรขจาย สแตนลีย์กลับเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 57 ปีในปี 1916 ส่วนวอล์กเกอร์ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นานในปี 1917
ในปี 1921 บริษัทถูกซื้อกิจการโดย Landers, Frary & Clark จากนิวบริเตน รัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งผลิตกระติกน้ำเก็บความเย็นของ Stanley ภายใต้ชื่อแบรนด์ “Universal”
บริษัทยังคงใช้นวัตกรรมของสแตนลีย์ในการผลิตกระติกน้ำ Stanley จนเป็นที่รู้จักในเรื่องความทนทานในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นเพียงแบรนด์เดียวที่ผลิตแก้วน้ำเหล้กจนถึงกลางทศวรรษ 1960
มีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เคยทดสอบกระติกน้ำ Stanley ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยทิ้งกระติกน้ำจากเครื่องบิน หรือทดลองทับด้วยอุปกรณ์หนัก นอกจากนี้ นักบินทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เองยังเลือกใช้กระติกน้ำ Stanley
Quencher ดังเป็นพลุแตกในยุคโซเชียลมีเดีย
ในปี 1965 Stanley ถูกซื้อโดย Aladdin Industries จากแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และในปี 2002 กลายเป็นของ Pacific Market International (PMI) ผู้ผลิตบรรจุภณฑ์ใส่อาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่จากซีแอตเทิล ซึ่งได้ขยายแบรนด์ให้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เก็บความร้อนอื่น ๆ และผลิตผลิตภัณฑ์ Stanley ในประเทศจีนด้วย
Stanley เปิดตัวแก้วน้ำ “Adventure Quencher” ในปี 2016 แก้วน้ำรุ่นนี้มีฉนวนกันความร้อนแบบสุญญากาศและมีผนังสองชั้น ทำให้เครื่องดื่มที่ร้อนยังคงร้อนและเครื่องดื่มที่เย็นยังคงเย็นได้นานหลายชั่วโมง รวมถึงสามารถใส่ในที่วางแก้วในรถได้ และที่สำคัญคือเข้าเครื่องล้างจานได้
Stanley Quencher ในตอนนั้นมี 3 ขนาด คือ 40 ออนซ์, 30 ออนซ์ และ 20 ออนซ์ ซึ่งสามารถเก็บความเย็นได้ 11 ชั่วโมง, 9 ชั่วโมง และ 8 ชั่วโมง ตามขนาด
อย่างไรก็ตาม ยอดขายในช่วงแรกของ Quencher ไม่ได้มากมาย จนบริษัทต้องหยุดการผลิตสินค้าเติมสต็อกและทำการตลาด
เมื่อสถานการณ์ย่ำแย่ถึงขนาดต้องเลิกการผลิต คำถามคือ แล้ว Stanley Quencher หลับมาโด่งดังได้อย่างไร คำตอบคือ “ด้วยความช่วยเหลือจากผู้หญิง 3 คน”
ลินลีย์ ฮัตชินสัน, แอชลี เลอซูเออร์ และเทย์เลอร์ แคนนอน ผู้ก่อตั้ง “The Buy Guide” ซึ่งเป็นบล็อกช้อปปิ้งออนไลน์ที่เปิดตัวในปี 2017 ได้ออกมาแสดงความชื่นชอบ Stanley Quencher ตั้งแต่แรกเริ่ม
The Buy Guide โพสต์บนอินสตาแกรมเมื่อเดือน พ.ย. 2017 นำเสนอแก้ว Stanley Quencher ขนาด 40 ออนซ์ “จากแก้วเก็บความเย็นทั้งหมด... แก้วนี้คือแก้วที่ดีที่สุด แค่เชื่อใจก็พอ” พร้อมโฆษณาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เช่น หูจับ หลอดดูด ความสามารถในการเก็บเครื่องดื่มให้เย็น และความจริงที่ว่าสามารถล้างในเครื่องล้างจานได้
ฮัตชินสันเล่าว่า “เราตกหลุมรักแก้วนี้อย่างรวดเร็ว และเห็นได้ชัดว่าแก้วใบนี้กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของเราใน The Buy Guide ผู้ติดตามของเราจึงตกหลุมรักมันด้วย”
แต่การหาซื้อ Quencher ในสต็อกนั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่ามันกำลังจะเลิกผลิต ฮัตชินสันเล่าว่า “เราได้ยินมาว่า Stanley จะหยุดผลิต Quencher ขนาด 40 ออนซ์ ดังนั้นเราจึงบอกกับผู้ติดตามทุกคนว่า ‘รีบ ๆ หาซื้อแก้วใบไหนก็ได้ที่คุณหาได้ เราได้ยินมาว่าสินค้านี้กำลังจะเลิกผลิต โปรดบอก Stanley ว่าคุณไม่อยากให้มันเลิกผลิต บอกพวกเขาว่าคุณรักแก้วใบนี้มาก’”
แมตต์ นาวาร์โร รองประธานอาวุโสฝ่ายการค้าระดับโลกของ Stanley บอกว่า “แก้วใบนี้ไม่ได้รับความสำคัญเลยในตอนนั้น”
ต่อมา Stanley ตัดสินใจขายส่งแก้ว Quencher ให้ The Buy Guide จำนวน 10,000 ใบ เพื่อให้สาว ๆ นำไปขายต่อ
แคนนอนกล่าวว่า “มันเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่” พร้อมเสริมว่า พวกเธอต้องรีบสร้างเว็บไซต์ หาคลังสินค้า และคิดหาวิธีจัดส่งสินค้าให้ผู้บริโภค “เราสั่งแก้วพวกนั้นและคิดว่า ‘เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะขายหมดหรือเปล่า หรือเราจะต้องหาทางกำจัดแก้วเหล่านี้ไปตลอดชีวิตหรือเปล่า’”
นี่เป็นความร่วมมือทางธุรกิจแบบขายส่งครั้งแรกและครั้งเดียวของแบรนด์ กับ The Buy Guide
แต่ผลลัพธ์ออกมาดีกว่าที่คาดอย่างมาก เพราะพวกเธอขายแก้ว 5,000 ใบแรกหมดในเวลาประมาณ 4 วัน และขายแก้วอีก 5,000 ใบที่เหลือหมดในเวลา 1 ชั่วโมง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่แก้วเก็บอุณหภูมิซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชายก้าวเข้าสู่โลกของผู้หญิง และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์
ตามข้อมูล ผู้ติดตามของ The Buy Guide คิดเป็นผู้หญิงถึง 97.7% และเกือบ 100% มีอายุระหว่าง 25-45 ปี
เลอซูเออร์กล่าวว่า “แบรนด์ใดก็ตามบนโลกนี้ที่ไม่ทำการตลาดกับผู้หญิงวัย 25-50 ปี ถือว่าพลาดมาก ๆ แม้ว่าคุณจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชาย ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม หากคุณไม่พบวิธีที่จะพูดคุยกับผู้หญิงวัย 25-50 ปีเหล่านี้ คุณก็พลาดมาก เพราะผู้หญิงเหล่านี้คือคนที่จะซื้อของ ๆ คุณ พวกเธอจะซื้อของให้ครอบครัว ซื้อให้สามี ซื้อให้ที่ทำงาน”
นาวาร์โรบอกว่า ความร่วมมือกับ The Buy Guide ส่งผลให้ “แบรนด์สามารถเข้าถึงแฟน ๆ กลุ่มใหม่ของ Stanley และ Quencher ได้สำเร็จ ... จากนั้น เราจึงคิดว่าผลิตภัณฑ์นี้ต้องมีมากขึ้น ผ่านเว็บไซต์ที่ปรับปรุงใหม่และผ่านโซเชียลมีเดีย”
นาวาร์โรเสริมว่า ช่องทางการตลาดแบบใหม่นี้ที่พวกเขาไม่เคยใช้มาก่อน ได้เปิดโอกาสให้ Stanley เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ และทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้โดยตรงมากขึ้น
นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียยังทำให้ผู้บริโภคสามารถโพสต์เกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขาที่มีต่อผลิตภัณฑ์ ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น
นาวาร์โรบอกว่า “เรามียอดชมแฮชแท็ก #StanleyTumbler บน TikTok ถึง 700 ล้านครั้ง วิดีโอและเนื้อหาทั้งหมดบน TikTok สร้างขึ้นโดยผู้ใช้ ดังนั้นผู้บริโภคจึงเชื่อมต่อกับแบรนด์ของเราผ่านโซเชียลมีเดีย และให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเป็นอันดับแรก”
อำนาจแห่งสีสัน
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดีย อีกสิ่งที่แบรนด์ต้องคำนึงถึงคือ ทำอย่างไรให้สินค้า “ขึ้นกล้อง” และแมตช์กับผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคน ทุกฟิลเตอร์
สิ่งที่จะนำมาช่วยได้คือ “สี”
ในปี 2020 บริษัทได้เชิญ “เทเรนซ์ ไรลี” อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของแบรนด์รองเท้าแตะชื่อดัง “Crocs” เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่
หากใครรู้จัก Crocs จะรู้ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับสีสัน การ Customization และสินค้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ซึ่งดูเหมือนว่าหลักการพื้นฐานเดียวกันนี้จะใช้ได้กับทั้งรองเท้าแตะและแก้วน้ำสแตนเลสสุญญากาศ และสิ่งที่เกิดคือแก้วน้ำ Stanley หลากสีสันเต็มชั้นวางล่อตาล่อใจเหล่านักสะสมและคนที่ต้องการแก้วสีที่เข้ากับชุดหรือโทนภาพถ่ายของพวกเขา
ผู้บริโภคบางคนถึงขั้นซื้อแก้ว Stanley หลากสีวางตั้งในชั้นวาง และเพิ่มคอลเลกชันเมื่อมีแก้วสีใหม่หรือรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันออกมา
ผู้คนยังอาจซื้อ Quencher หลายใบสำหรับใช้ในเวลาที่ต่างกัน เช่น แก้วสำหรับกาแฟตอนเช้า แก้วตอนไปออกกำลังกาย แก้วเพื่อใส่กับชุดต่าง ๆ หรือสำหรับตกแต่งด้วยสติกเกอร์
เสน่ห์ของ Stanley Quencher นั้นไม่ได้มาจากแค่ประสิทธิภาพการทำงานของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังมาจากรูปลักษณ์และความรู้สึกที่ลูกค้าได้รับเมื่อซื้อด้วย
แก้ว Stanley จึงกลายเป็น “ของมันต้องมี” ที่ผู้คนจำนวนมากต้องการ และในที่สุดแล้ว นำไปสู่การฟื้นคืนชีพของผลิตภัณฑ์ Stanley และพาแบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เฉพาะยอดขายของ Quencher เพิ่มขึ้นถึง 275% ระหว่างปี 2020 ถึง 2021
Stanley Quencher ยังเป็นสินค้าหลักที่ทำให้ยอดขายประจำปีของ Stanley เพิ่มขึ้นจาก 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.3 พันล้านบาท) ในปี 2019 เป็นประมาณ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 2.5 หมื่นล้านบาท) ในปี 2023 และกลุ่มลูกค้าหลักเปลี่ยนจากเหล่าชายฉกรรจ์เป็นผู้หญิง
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB