“เนสท์เล่” อาณาจักรอาหารใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าของแบรนด์ที่ทุกคนคุ้นเคย
เปิดความยิ่งใหญ่อาณาจักร “เนสท์เล่” บริษัทอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแบรนด์ในเครือนับร้อย หลายชื่อหากพูดหลายคนต้องร้องอ๋อ
เวลาพูดชื่อ “เนสท์เล่” (Nestle) หลายคนอาจนึงถึงแต่น้ำเปล่าที่อยู่ในตู้แช่ร้านสะดวกซื้อ หรือบางคนอาจคลับคล้ายคลับคลาว่ามันเป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่แปะอยู่ข้างโลโก้สินค้าหลายอย่าง
ถ้าอย่างนั้นจริง ๆ แล้วมีแบรนด์เนสท์เล่อยู่หรือไม่
เนสท์เล่คือกลุ่มบริษัทข้ามชาติผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสัญชาติสวิส มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเวอเวย์ ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นบริษัทอาหารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจากรายได้และตัวชี้วัดอื่น ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เนสท์เล่นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่อาหารเด็กและนมผงสำหรับทารก น้ำดื่มบรรจุขวด ผลิตภัณฑ์นม ไอศกรีม ซีเรียลอาหารเช้า ขนมหวาน กาแฟ ชา อาหารสัตว์เลี้ยง และอื่น ๆ จน ณ ปัจจุบันมีแบรนด์อยู่ในสังกัดมากกว่า 120 แบรนด์!
ตัวอย่างแบรนด์ภายใต้เนสท์เล่ที่คนไทยคุ้นเคยดี เช่น นมตราหมี (Bear Brand), ครีมเทียมคอฟฟี่เมต (Coffee Mate), ไอศกรีมฮาเก้น-ดาส (Haagen-Dazs), เวเฟอร์คิตแคต (KitKat), ซีเรียลโกโก้ครันช์ (Koko Krunch), ซอสแม็กกี้ (Maggi) หรือเครื่องดื่มไมโล (Milo) เนสกาแฟ (Nescafe) และเนสที (Nestea)
อาณักรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ หลายคนอาจไม่เชื่อว่า มีจุดเริ่มต้นมาจาก “นักเคมี”
นักเคมีที่ทำทุกอย่างตั้งแต่ยา ปุ๋ย ตะเกียง นม
ต้นกำเนิดของเนสท์เล่ออกจะซับซ้อนอยู่สักหน่อย เพราะมีรากฐานมาจากการรวมตัวกันของ 2 บริษัทคู่แข่ง แต่ชื่อเนสท์เล่ที่เราคุ้นชินกันทุกวันนี้มาจากนามสกุลของ “อองรี เนสท์เล่”
อองรี เกิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 1814 ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เดิมชื่อ “ไฮน์ริช” เป็นบุตรคนที่ 11 จากทั้งหมด 14 คน โดยครอบครัวของเขาได้รับมรดกกิจการช่างทำกระจกมาจากปู่
แต่ไฮน์ริชมีความสนใจในเรื่องของยาและสารเคมีมากกว่า เขาไปฝึกงานกับเจ้าของร้านขายยาแห่งหนึ่งในแฟรงก์เฟิร์ตเป็นเวลา 4 ปี จนถึงปี 1834 ขณะอายุประมาณ 20 ปี
หลังจากนั้น ช่วงระหว่างปี 1834-1839 เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เมืองเวอร์เว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ไม่มีข้อมูลรายละเอียดว่า สาเหตุที่เขาย้ายถิ่นฐานคืออะไร รวมถึงไม่ทราบช่วงเวลาที่ชัดเจนด้วย
กระทั่งปลายปี 1839 เขาได้รับใบอนุญาตผู้ช่วยเภสัชกร สามารถทำการทดลองทางเคมี ปรุงยาตามใบสั่งแพทย์ และขายยา ในสวิตเซอร์แลนด์ได้ โดยระหว่างนั้นไฮน์ริชยังเปลี่ยนชื่อเป็น อองรี เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเมืองเวอแวที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก
ในปี ค.ศ. 1843 อองรีได้เข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตเรพซีดแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในการผลิตน้ำมันถั่วสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงตะเกียงน้ำมัน เหล้า และน้ำส้มสายชู เขายังเริ่มผลิตและจำหน่ายน้ำแร่อัดลมและน้ำมะนาว รวมถึงในปี 1857 เขายังเข้าสู่ธุรกิจตะเกียงแก๊สและปุ๋ยด้วย
หลังจากนั้น อองรีเริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนา “นมผงสำหรับทารก” โดยแม้ว่าตัวเขาและภรรยาจะไม่มีลูก แต่พวกเขาก็ตระหนักดีถึงอัตราการเสียชีวิตที่สูงในหมู่ทารกจากการไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอจากนมแม่หรือนมสดอื่น ๆ เนื่องจากหลายเมืองไม่มีนมสดจำหน่าย และผู้หญิงในสังคมชั้นสูงก็เริ่มมองว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นทางเลือกที่ไม่ทันสมัย รวมถึงยังมีปัญหาเด็กที่แพ้นมแม่
นั่นทำให้อองรีพัฒนาผลิตภัณฑ์นมผงที่ใช้งานได้จริงขึ้นมา โดยการผสมนมวัว แป้งสาลี และน้ำตาล เข้าด้วยกัน จากนั้นกำจัดกรดและแป้งในแป้งสาลีออกไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทารกย่อยได้ยาก ทำให้ได้ออกมาเป็นนมผงสูตรย่อยง่าย
อีกข้อได้เปรียบของนมผงสูตรอองรีคือ เตรียมง่ายมาก เพียงแค่ต้มแล้วก็สามารถป้อนทารกได้เลย
ในปี 1867 อองรีตั้งบริษัท “Farine Lactee Henri Nestle” และเริ่มวางจำหน่ายนมผงเป็นสินค้าตัวแรกอย่างเป็นทางการในชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “แป้งนมของ อองรี เนสท์เล่”
ผู้คนต่างตระหนักถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้อย่างรวดเร็ว และความสำเร็จของนวัตกรรมนี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของทารกในบางพื้นที่ลงอย่างมาก
และนั่นทำให้ชื่อของ อองรี เนสท์เล่ เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง
ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน คือโลโก้ “รังนก” อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1868 เพื่อสะท้อนความหมายของนามสกุลเนสท์เล่ ซึ่งในภาษาเยอรมันแปลว่า “รังน้อย ๆ”
ตอนแรกในโลโก้มีนถในรังอยู่เพียงตัวเดียว แต่เพื่อให้เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารก อองรีได้ปรับเปลี่ยนโลโก้เป็นรูปแม่นกกำลังป้อนอาหารลูกนก 3 ตัว และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าสากลของบริษัท
คู่แข่งรวมเป็นหนึ่ง
ในช่วงเวลาเดียวกับที่อองรีก่อตั้งบริษัทขึ้น ก็มีบริษัทนมคู่แข่งรายหนึ่งเริ่มดำเนินกิจการ นั่นคือ “Anglo-Swiss Condensed Milk Company” (นมข้นหวานแองโกล-สวิส) ซึ่งก่อตั้งโดยพี่น้องชาวอเมริกัน 3 คนในเมืองชาม ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
พวกเขาเปิดตัวแบรนด์ “Milkmaid” ในปี 1866 โดยโฆษณาว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยแทนนมสด
นั่นทำให้ Farine Lactee Henri Nestle และ Anglo-Swiss Condensed Milk Company กลายเป็นคู่แข่งกัน ในฐานะที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แทนนมสดและนมแม่เหมือนกัน
จากนั้น Farine Lactee Henri Nestle เริ่มขยายตลาดไปวางจำหน่ายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป และในช่วงทศวรรษ 1870 เริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ในราคาขวดละ 0.50 ดอลลาร์
ปี 1875 อองรีเปิดตัวช็อกโกแลตนม หลังซุ่มพัฒนาอยู่นานถึง 7 ปี เนื่องจากติดปัญหาในการกำจัดน้ำออกจากนมที่เติมลงในช็อกโกแลต ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์เกิดเชื้อรา
ปีเดียวกันนั้น เขายังตัดสินใจเกษียณ ขายบริษัทและโรงงานในเมืองเวอเวย์ แต่ชื่อและแบรนด์ของเขา Farine Lacte Henri Nestle ยังคงอยู่ภายใต้เจ้าของใหม่ ซึ่งขยายการผลิตและยอดขายในต่างประเทศ
ในปี 1877 เนสท์เล่กับแองโกล-สวิสกลายเป็นคู่แข่งกันโดยตรง เมื่อแองโกล-สวิส เพิ่มอาหารเด็กที่ทำจากนมในสายการผลิต ส่วนเนสท์เล่ได้เพิ่มผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน
อองรี เนสท์เล่ เสียชีวิตในปี 1890 ขณะอายุ 76 ปี แต่สิ่งที่เขาสร้างเอาไว้ได้กลายมาเป็นรากฐานการขยายอาณาจักรอาหารและเครื่องดื่มในแบบที่ถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่คาดคิดเหมือนกัน
ส่วนสถานการณ์ของบริษัท ในปี 1905 เนสท์เล่กับแองโกล-สวิสได้ควบรวมกิจการกัน หลังจากการแข่งขันที่ดุเดือดมานานกว่า 2 ทศวรรษ กลายเป็นบริษัท “เนสท์เล่และแองโกล-สวิส นมข้นหวาน” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเหลือแค่เนสท์เล่อย่างเรียบง่าย
ขยายอาณาจักร
บริษัทได้ขยายธุรกิจในช่วงแรกด้วยการใช้ประโยชน์จากแหล่งผลิตนมที่มีอยู่มากมายในสวิตเซอร์แลนด์ และด้วยการตลาดผลิตภัณฑ์นมทางเลือกที่อายุยืนยาวแทนนมสด ซึ่งทำให้บริษัทมีรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระดับโลก
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เนสท์เล่ได้ขยายกิจการไปยังประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยได้ตั้งโรงงานและสร้างฐานการผลิตเพื่อส่งออกหลายแห่ง
โอกาสของบริษัทยังมาถึงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อความต้องการผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น และได้รับสัญญาจากรัฐบาล ช่วยให้การผลิตของเนสท์เล่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
หลังสงคราม เนสท์เล่ได้ตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการปรับปรุงการดำเนินงานและขยายสาขาไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ ๆ เช่น ช็อกโกแลต ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของบริษัท
ในทศวรรษต่อ ๆ มา บริษัทได้เข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์หลายครั้งและสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท
เมื่อเวลาผ่านไป เนสท์เล่ได้ก้าวไปไกลกว่าบริษัทนม โดยขยายธุรกิจไปสู่ช็อกโกแลต กาแฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์โภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของเนสท์เล่คือ เนสกาแฟ ซึ่งเปิดตัวในปี 1938 ซึ่งปฏิวัติตลาดกาแฟด้วยการบุกเบิกเทคโนโลยีกาแฟสำเร็จรูป ขณะที่ในปี 1947 ได้เปิดตัวซอสแม็กกี้ ซึ่งเป็นของติดบ้านของใครหลายคน
ในปี 1974 เนสท์เล่ยังได้ขยายธุรกิจไปอีกขั้นด้วยการเข้าซื้อหุ้นจำนวนมากในลอรีอัล (Loreal) ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่ไม่ใช่อาหาร
ทุกวันนี้เนสท์เล่มีแบรนด์ในเครือมากกว่า 120 แบรนด์ และที่น่าทึ่งคือ มีอย่างน้อย 29 แบรนด์ที่ยอดขายต่อปีเกิน 1 พันล้านฟรังก์สวิส (มากกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท)
ณ ปี 2024 เนสท์เล่มีรายได้ประมาณ 9.14 หมื่นล้านฟรังก์สวิส (ราว 3.76 ล้านล้านบาท) ทำกำไร 1.57 หมื่นล้านฟรังก์สวิส (ราว 6.46 แสนล้านบาท) มีพนักงานประมาณ 277,000 คนทั่วโลก และดำเนินงานในประมาณ 185 ประเทศ โดยมีโรงงานมากกว่า 330 แห่งทั่วโลก
เนสท์เล่กับประเทศไทย
สำหรับตลาดประเทศไทย เนสท์เล่ส่งสัญญาณขยายธุรกิจเข้ามาในปี 1893 โดยบริษัทได้โฆษณาผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน “Milkmaid” เป็นครั้งแรกในไทย โดยใช้ชื่อว่า “แหม่มทูนหัว” ก่อนจะมีสินค้าอื่นตามมา เช่น นมตราหมี เข้าไทยในปี 1934 หรือแม็กกี้ เข้ามาในปี 1951 ไปจนถึงไมโลที่เปิดตัวในไทยเมื่อปี 1958
ความต้องการสินค้าของเนสท์เล่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ในปี 1968 บริษัทได้จัดตั้งฐานการผลิตแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับตลาดท้องถิ่นและการปรับตัวให้เข้ากับตลาดในภูมิภาค ก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เวเฟอร์ช็อกโกแลตยอดนิยมอย่าง “คิตแคต” ในประเทศไทยเมื่อปี 1984 และขยายการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ซีเรียล เครื่องปรุงรส และผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง
ปัจจุบัน เนสท์เล่ ประเทศไทย มีโรงงานหลายแห่ง จ้างงานหลายพันคน และจำหน่ายทั้งแบรนด์ระดับโลกและผลิตภัณฑ์ยอดนิยมระดับภูมิภาคให้กับคนไทย
อนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
เนสท์เล่เติบโตจากจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 19 ในฐานะผู้ผลิตอาหารสำหรับทารก จนกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหลายแบรนด์ครอบคลุมเกือบทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมอาหารโลก
แต่ปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารแห่งนี้เองก็ต้องเผชิญความท้าทายหลายอย่าง
นักวิเคราะห์มองว่า เทรนด์ผู้บริโภคทุกวันนี้กำลังเปลี่ยนไป คนให้ความสำคัญกับโภชนาการทางการแพทย์ โภชนาการสำหรับทารก และอาหารทางเลือกจากพืช (Plant-Based) เพิ่มมากขึ้น ทำให้เนสท์เล่ตัดสินใจลงทุนในนวัตกรรมอาหารจากพืชและธุรกิจวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้านโภชนาการทั่วโลก
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงพยายามเดินหน้าขยายแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ เช่น การสำรวจทางเลือกสำหรับแผนกอาหารแช่แข็ง (Davigel) และการขายแบรนด์ขนมหวานบางแบรนด์ในสหรัฐฯ
กลยุทธ์ของบริษัทยังเน้นสินค้าที่มีการเติบโตสูง เช่น กาแฟ ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง และวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเครื่องจักรและดิจิทัลในหลายขั้นตอนของการดำเนินงาน
เนสท์เล่ยังเผชิญกับวิกฤตชื่อเสียง จากกรณี ลอเรนต์ เฟรย์เซ ซีอีโอ ถูกแฉว่าลอบมีความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ทำให้บริษัทต้องปลดเขาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2024
บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า การปลดดังกล่าวมีผลทันที โดยจากการสอบสวนพบว่า การลักลอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณของเนสท์เล่
และเมื่อซีอีโอคนใหม่อย่าง ฟิลิปป์ นาวราทิล เข้ารับตำแหน่ง เขาก็ได้ประกาศแผนลดต้นทุน โดยจะปลดพนักงานกว่า 16,000 ตำแหน่งภายใน 2 ปี นับจากเดือน ต.ค. 2025 และมีแผนจะนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานมากขึ้น
เนสท์เล่ประกาสโครงการลดต้นทุนมาตั้งแต่สมัยที่ ลอเรนต์ เฟรย์เซ เป็นซีอีโอ โดยเดิมทีตั้งเป้าลดต้นทุน 2.5 พันล้านฟรังก์สวิส (ราว 1.02 แสนล้านบาท) แต่ปัจจุบันเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น โดยจะลดต้นทุนให้ได้ 3 พันล้านฟรังก์สวิส (ราว 1.22 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2027
จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อเด็กทารกในปี 1867 สู่การเป็นองค์กรระดับโลกในศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของเนสท์เล่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมอาหารสมัยใหม่ และเรื่องราวของการที่บริษัทหนึ่งยังคงกำหนดรูปแบบการกินดื่มของผู้คนทั่วโลก
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB