“KENZO” แฟชั่นชื่อญี่ปุ่น แต่เกิดที่ปารีส ผู้ผสานโลกตะวันออกและตะวันตก
เปิดประวัติ “KENZO” แบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลก ที่หลายคนอาจคิดว่าจากชื่อน่าจะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วมีต้นกำเนิดที่ฝรั่งเศสต่างหาก
ท่ามกลางโลกแฟชั่นที่แบรนด์ส่วนใหญ่มักมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออิตาลี ทำให้ “KENZO” (เคนโซ) ซึ่งเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่นดูมีความโดดเด่นขึ้นมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเอกลักษณ์พิเศษด้วยการออกแบบในสไตล์ที่ได้รับอิทธิพลจากเอเชียมาสร้างสรรค์แฟชั่นแบบยุโรป จนกลายเป็นที่จดจำ
KENZO ก่อตั้งโดย “ทาคาดะ เคนโซ” ชาวญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่เส้นทางชีวิตนำพาเขาไปยังศูนย์กลางแฟชั่นของโลกอย่างกรุงปารีส ทำให้แม้จะเป็นแบรนด์ชื่อญี่ปุ่น แต่จุดกำเนิดจริง ๆ ยังคงเป็นฝรั่งเศส
KENZO คือแบรนด์ที่นิยามตัวเองว่า “ได้มอบพลังบวกและอิสรภาพที่ส่งต่อกันมาเป็นเวลาครึ่งศตวรรษ ด้วยแฟชั่นหลากสีสัน กล้าหาญ และไร้พรมแดน เฉลิมฉลองธรรมชาติและความหลากหลายทางวัฒนธรรม”
ชายผู้หลงใหลแฟชั่น
เคนโซเกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1939 ที่เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น เขาเกิดในครอบครัวที่บริหารโรงแรม โดยมีพี่น้องรวมทั้งหมด 7 คน
ความรักในแฟชั่นของเขาพัฒนาขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการอ่านนิตยสารของพี่สาวและน้องสาว อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของเคนโซอยากให้เขาศึกษาต่อด้านวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยโกเบ เขาจึงสอบเข้าให้ตามที่ครอบครัวต้องการ
ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีแรก พ่อของเขาเสียชีวิต ทำให้เคนโซตัดสินใจลาออก และไปลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยแฟชั่นบุนกะในโตเกียวในปี 1958 ซึ่งเพิ่งเปิดรับนักศึกษาชายเป็นปีแรกพอดี
ระหว่างที่เรียนอยู่ที่บุนกะ เคนโซได้รับรางวัลการแข่งขันออกแบบแฟชั่น Soen Award ในปี 1961 และในช่วงเวลานี้ เคนโซยังได้รับโอกาสให้ทำงานในห้างสรรพสินค้าซาไน โดยออกแบบเสื้อผ้าให้เด็กผู้หญิงมากถึง 40 ชุดต่อเดือน
เคนโซได้รับแรงบันดาลใจจากปารีส โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีไซเนอร์ อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ความสนใจของเขาในปารีสได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติมโดย โคอิเคะ จิเอะ อาจารย์ของเขาที่บุนกะ
จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึงมาในปี 1964 เมื่อทางการญี่ปุ่นต้องเตรียมการสำหรับโอลิมปิกปี 1964 รัฐบาลได้เวนคืนและรื้อถอนอะพาร์ตเมนต์ของเขา โดยให้เงินชดเชยมาก้อนหนึ่ง
ระหว่างที่ยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ภายใต้คำแนะนำของอาจารย์จิเอะ ทากาดะตัดสินใจลองย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปารีส เขาเดินทางโดยเรือ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ระหว่างนั้นเขาแวะพักระหว่างทางที่เมืองต่าง ๆ เช่น ฮ่องกง ไซง่อน สิงคโปร์ มุมไบ อเล็กซานเดรีย และมาร์เซย์ ทำให้เขาได้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลายของทั้งโลกตะวันออกและตะวันตก
เคนโซเคยอธิบายว่า มันเป็น “การเดินทางแห่งการเริ่มต้น” ซึ่งทิ้งรอยประทับอันยาวนานไว้ในมุมมองการออกแบบของเขา
ในที่สุดเขาก็มาถึงสถานีรถไฟ Gare de Lyon ของปารีสในวันที่ 1 ม.ค. 1965 ความประทับใจแรกของเขาเกี่ยวกับปารีสคือมัน “หดหู่และน่าเบื่อ” ซึ่งทำให้เขาเกิดความคิดว่า อยากนำ “เรื่องราวของลวดลายและสีสัน” มาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองแห่งนี้
ตะวันออกพบตะวันตก
ผลงานช่วงแรก ๆ ของเคนโซในปารีสเกี่ยวข้องกับการร่างภาพและออกแบบ จนกระทั่งในปี 1970 เขาเปิดร้านบูติกแห่งแรกชื่อ “Jungle Jap” ที่ย่าน Galerie Vivienne ของปารีส ในร้านขายของเก่าที่เขาปรับปรุงใหม่ด้วยตนเอง
เขาเริ่มต้นด้วยการทำเสื้อผ้าสตรีทำมือก่อน แต่เพราะเงินทุนที่จำกัด เขาจึงมิกซ์แอนด์แมตช์ผ้ามูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐจากตลาดแซงต์ปีแยร์ในย่านมงต์มาร์ต สร้างสรรค์คอลเลกชันแฟชั่นชุดแรกที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนำเสนอคอลเลกชันนี้ในงานแฟชั่นโชว์ครั้งแรกของเขาที่ Galerie Vivienne
หลังจากนั้น ร้านนี้เริ่มดึงดูดความสนใจชาวปารีสด้วยการผสมผสานกลิ่นอายของญี่ปุ่นและตะวันตกอย่างสนุกสนาน รวมถึงชุดเดรสทรงเต็นท์ กางเกงเอี๊ยมตัวใหญ่ เสื้อแขนกว้าง และรูปทรงที่แปลกใหม่
แนวคิด “ตะวันออกพบตะวันตก” กลายเป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์ รากเหง้าญี่ปุ่นของเคนโซ การได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย และฐานที่ตั้งในปารีสของเขา ผสมผสานกันจนเกิดเป็นแฟชั่นที่ผสมผสานการเดินทางทั่วโลก ผ้าที่ผสมผสานวัฒนธรรม อิทธิพลของเครื่องแต่งกายท้องถิ่น และการเล่นกับสิ่งทออย่างโดดเด่น
เขากล่าวว่า สไตล์ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในปารีสนั้น เกิดจากการล่องเรือครั้งนั้นที่ทำให้เขาได้สัมผัสกับผ้า สีสัน และเครื่องแต่งกายท้องถิ่นที่หลากหลาย
สีโปรดของเคนโซคือสีพื้นและสีสันสดใส แต่เขาไม่กลัวที่จะผสมผสานเฉดสี ใช้ลายพิมพ์ ลวดลายที่วาดจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ สัตว์ ภูมิทัศน์ สัญลักษณ์ญี่ปุ่น ลายตาราง และลายทาง
เคนโซได้ตั้งทีมงานที่ทุ่มเทให้กับการวิจัยสีและการออกแบบงานพิมพ์ โดยวาดลวดลายด้วยสีกวอช (Gouache) หรือสีน้ำ เพื่อให้ได้โทนสีที่สดใสสมบูรณ์แบบ ความหลงใหลในลวดลายพิมพ์และสีสันยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการของบริษัทในปัจจุบัน
ในช่วงปี 1973-1974 เขาได้สร้างผลงานอันโดดเด่นที่สุดในวงการแฟชั่น ด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์เสื้อผ้า โดยการลดขนาดและเพิ่มปริมาตรของเสื้อผ้าสไตล์ชาวนาที่นิยมในยุคนั้น จนกลายเป็นสิ่งที่ต่อมาเรียกว่า “Big Look” และในไม่ช้าก็กลายเป็นเทรนด์แฟชั่นชั้นสูงหลักในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มเทรนด์สำคัญ ๆ มากมาย
เคนโซยังเริ่มขยายอิทธิพลของเขาไปยังสหรัฐฯ แต่ถูกติงมาว่า ชื่อแบรนด์ “Jungle Jap” มีคำว่า Jap ที่ฟังคล้ายคำเหยียดชาวญี่ปุ่นอยู่ (คล้ายคำว่ายุ่นในภาษาไทย) ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น “KENZO” โดยใช้ชื่อของเขาเอง
เคนโซเปิดร้านแฟลกชิปภายใต้ชื่อใหม่ KENZO ที่แรกที่จัตุรัส Place des Victoires ในปี 1976
ใต้ร่มธง LVMH
เมื่อเวลาผ่านไป เคนโซได้ขยายธุรกิจไปมากกว่าแค่เสื้อผ้าสตรี โดยเปิดตัวคอลเลกชันแรกสำหรับผู้ชายในปี 1983 จากนั้นออกคอลเลกชันเสื้อผ้าสำหรับเด็กและของใช้ในบ้านในปี 1987 ตามด้วยคอลเลกชันน้ำหอมในปี 1988
ธุรกิจของเคนโซเฟื่องฟูอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1980 โดยยอดขายประจำปีของ KENZO เติบโตจาก 30 ล้านฟรังก์ในปี 1979 เป็น 240 ล้านฟรังก์ในปี 1984
ทั้งนี้ ขณะที่ธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงขยับขยาย ปรากฏว่า “ซาเวียร์” คู่ชีวิตของเคนโซ และหุ้นส่วนทางธุรกิจ ได้เสียชีวิตลง ทำให้เคนโซตัดสินใจขายบริษัท
ในปี 1993 “LVMH” เครือบริษัทสินค้าหรูหราระดับโลก ได้เข้าซื้อกิจการ KENZO ในราคาประมาณ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้จะขายกิจการไปแล้ว แต่เคนโซยังคงอยู่กับแบรนด์ต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนจะเกษียณจากวงการแฟชั่นในปี 1999 ขณะอายุ 60 ปี
ภายใต้การบริหารของ LVMH ทำให้แบรนด์ KENZO สามารถขยายธุรกิจไปทั่วโลกได้ ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้
LVMH มองว่า น้ำหอมและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหมวดหมู่สำคัญของวินค้าของแบรนด์ โดยหลังจากไลน์น้ำหอมสตรีที่เริ่มต้นในปี 1988 บริษัทยังเปิดตัวน้ำหอมบุรุษในปี 1991 และไลน์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว KENZO KI เปิดตัวในปี 2001
ข้อมูลจาก LVMH ระบุว่า ปัจจุบัน KENZO มีพนักงานประมาณ 800 คนในกว่า 28 ประเทศทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ 18 rue Vivienne ในปารีส ซึ่งเคยเป็นคฤหาสน์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ KENZO ได้เปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง ในปี 2003 อันโตนิโอ มาร์ราส นักออกแบบชาวอิตาลีได้เข้าร่วมกับแบรนด์ และในเดือน ธ.ค. 2008 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์
ต่อมา แบรนด์ได้เชิญ ฮัมเบอร์โต เลออน และคารอล ลิม สองคู่หูจาก Opening Ceremony มาร่วมงานในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ พวกเขาได้พูดคุยถึงการเติมจิตวิญญาณแห่งความเยาว์วัย ความสนุกสนาน และความซุกซนให้กับ KENZO ในขณะเดียวกันก็ยังคงเคารพมรดกของแบรนด์ในด้านการพิมพ์ มุมมองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทาง และวิสัยทัศน์ระดับโลก
และล่าสุดในปี 2021 KENZO ได้แต่งตั้ง “นิโก” จาก A Bathing Ape ให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์คนใหม่
การจากไปของตำนาน
อิทธิพลของ ทาคาดะ เคนโซ ทาคาดะ แผ่ขยายไปไกลกว่าแฟชั่น สู่ไลฟ์สไตล์และการออกแบบ การเปิดตัวของใช้ในบ้าน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ “Gokan Kobo” เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสนใจด้านการออกแบบที่กว้างขวางกว่าแค่แฟชั่นของเขา
แบรนด์ของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่แฟชั่น แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ มุมมองในการใช้ชีวิตผ่านการออกแบบ ลวดลาย และสีสัน
จากร้านบูติกแห่งแรกในปารีสสู่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เส้นทางการเติบโตของ KENZO สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่นักออกแบบจากญี่ปุ่นคนนี้เดินทางมาถึงปารีสและนำเสนอมุมมองโลกทัศน์ใหม่ ๆ สามารถสร้างแบรนด์ที่ข้ามวัฒนธรรม และข้ามผ่านกาลเวลา
ผลงานของ KENZO ช่วยท้าทายวงการแฟชั่นของปารีสด้วยการนำเสนออิทธิพลที่ไม่ใช่ตะวันตก และนำเสนอมุมมองระดับโลกมากขึ้นให้กับเสื้อผ้าหรูหรา นักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์ต่างกล่าวถึงความตั้งใจของเคนโซที่จะผสมผสานสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นเข้ากับแฟชั่นแบบปารีส
ในส่วนของช่วงบั้นปลายชีวิต เคนโซเสียชีวิตในเดือน ต.ค. 2020 ขณะมีอายุ 81 ปี จากภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อไวรัสโควิด-19
การจากไปของเขาถูกจดจำว่าเป็นการสูญเสียนักออกแบบผู้บุกเบิก หนึ่งในนักออกแบบชาวญี่ปุ่นคนแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นของปารีส และผู้ที่นำความสุขและความรู้สึกแห่งการเดินทางอันเปี่ยมล้นมาสู่วงการ รวมถึงยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบรุ่นหลังที่มีอิทธิพลจากหลากหลายวัฒนธรรม
โดยสรุปแล้ว KENZO คือแบรนด์ที่เกิดจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเดินทาง สีสัน ลายพิมพ์ และการผสมผสานอย่างสนุกสนานระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก และจะยังคงส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปสู่อนาคต
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB