เทียบ 2 รุ่นท็อป C-SUV "Haval H6 Hybrid ปะทะ Honda CR-V e:HEV RS 4WD"
เปรียบเทียบรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางเครื่องไฮบริด 3 หัวข้อหลัก 1.เทคโนโลยี 2.สมรรถนะ 3.ความคุ้มค่า ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ
รถยนต์ในกลุ่มอเนกประสงค์ขนาดกลาง (C-SUV) ในตลาดถือได้ว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงซึ่งขับเคี่ยวกันระหว่างสัญชาติญี่ปุ่นกับสัญชาติจีน ซึ่งมีในเวทีนี้ทั้งหมด 3 แบรนด์หลัก นั่นคือ เกรท วอลล์ มอเตอร์, ฮอนด้า และ มาสด้า
แต่ถ้าเมื่อพิจารณาเฉพาะเครื่องยนต์ที่เป็นพลังงานทางเลือกอย่าง ‘ไฮบริด’ จะถูกตัดเหลือคู่แข่งเพียงแค่ 2 แบรนด์ เท่านั้น นั่นคือ Haval H6 Hybrid และ Honda CR-V e:HEV RS 4WD ซึ่งสูสีและมีศักดิ์ศรีเป็นตัว Top สุดของแบรนด์เช่นเดียวกัน
เริ่มต้นที่ Haval H6 Hybrid ซึ่งได้มีการปรับโฉมใหม่ไปเมื่อ เร็ว ๆ นี้ มีการปรับปรุงกระจังหน้าใหม่ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และ ใส่เอาฟังก์ชั่นเตะเปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้า สร้างความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์
หลักใหญ่ใจความสำคัญของรถยนต์สัญชาติจีนคันนี้ที่โดดเด่นเลยคือ 'เทคโนโลยี' ที่อัดแน่นมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด ซึ่งมีมาให้ถึง 19 ระบบ ได้แก่
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า เมื่อระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ทำงาน กล้องจะทำการตรวจสอบความโค้งของถนน และความเร็วจะถูกปรับอัตโนมัติหากจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และเมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA) เป็นระบบควบคุมความเร็ว ที่ช่วยควบคุมรถให้ติดตามรถด้านหน้าหรือขับต่อไปด้วยความเร็วคงที่เพื่อลดภาระของผู้ขับขี่
- ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP) ใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเส้นบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถ และช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตรง แนวจอดเทียบข้าง และแนวเฉียง โดยเมื่อระบุช่องว่างที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะทำการจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง
- ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ในขณะที่ขับรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบจะบันทึกเส้นทางและสามารถถอยหลังกลับได้ในระยะ 50 เมตรโดยอัตโนมัติ ในเส้นทางที่ถูกบันทึกไว้
- กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ประกอบไปด้วยกล้องที่มองได้รอบ 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา เพื่อแสดงให้เห็นมุมมองของรถจากมุมบน ระบบทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลัง โดยสามารถดูได้เมื่อขับรถที่ความเร็ว 15 หรือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและตอนสตาร์ทรถ
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ช่วยตรวจจับรถยนต์ทั้งทางตรงและทางแยก เมื่อเสี่ยงต่อการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงและการเบรกอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก
- ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) เซนเซอร์ช่วยตรวจสอบจุดอับสายตาด้านหลังของตัวรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของช่องทางเดินรถในขณะถอยหลัง เมื่อกำลังถอยหลังออกจากช่องจอด เซนเซอร์หลังของรถจะทำการเช็กด้านซ้ายและขวาของช่องจราจรและ ส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียง หากผู้ขับขี่ยังเพิกเฉย ไม่หยุดรถ ระบบเบรกอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินจะเริ่มทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการชน
- ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) โดยระบบจะตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว ในระหว่างการแซง ระบบจะรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และกลับสู่เลนเดิมอัตโนมัติ
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยประคองพวงมาลัยให้รถอยู่ในเลน
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยแจ้งเตือนเมื่อรถกำลังออกนอกเลน
- ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) โดยหากมีการตรวจสอบพบรถอีกคันกำลังแล่นมา หรือมีรถแซงขึ้นมาจากอีกเลนหนึ่ง ระบบจะเข้ามาควบคุมการทำงานของตัวรถเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการชน
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) ช่วยตรวจสอบรถในเลนที่ติดกัน
- ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM) โดยรถจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
- ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) ใช้เบรกเพื่อช่วยควบคุมความเร็วของรถขณะขับบนทางลาดชันเพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการบังคับพวงมาลัย
- ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA) เมื่อออกจากจุดที่หยุดนิ่งบนเนินสูงชัน เบรกจะยังคงค้างอยู่ราว 2 วินาที จนกระทั่งคันเร่งทำงานเพื่อป้องกันการถอยหลัง
- ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW) หลังจากจอดรถยนต์แล้ว ระบบจะแจ้งเตือนหากระบบตรวจพบเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการชนหากเปิดประตูรถยนต์
- ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS) โดยรถจะทำการวัดแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่องและเตือนผู้ขับขี่หากมีแรงดันลมยางล้อใดลดลง
- ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM) ช่วยประเมินและวิเคราะห์ลักษณะในการขับขี่ หากพบว่ามีลักษณะการขับขี่ที่เหนื่อยล้า หรือหลังจากขับรถด้วยความเร็วเกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่า 4 ชั่วโมง ระบบจะแจ้งเตือนและแนะนำให้หยุดพัก
ขณะที่ Honda CR-V e:HEV RS 4WD มีระบบความปลอดภัย Honda SENSING จำนวน 13 ระบบ ได้แก่
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยเบรก (CMBS)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LKAS)
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (RDM with LDW)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบผันแปร พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (ACC with LSF)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติอัจฉริยะ (AHB)
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN)
- ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (MVCS)
- เซ็นเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)
- ระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (ACL)
- ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
- ระบบเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่
- ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย
ต่อมาในเรื่องของขุมพลังเครื่องยนต์ HAVAL H6 Hybrid มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 243 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ DHT
ส่วน Honda CR-V e:HEV RS 4WD มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุด 204 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT)
จากการลองขับในภาพรวม Honda ทำได้ดีกว่าทั้งความสนุกสนานในการขับขี่และความสะดวกสบายของช่วงล่างแม้ว่า Haval จะมีแรงบิดรวมสูงสุดมากกว่า แต่ความรู้สึกและอารมณ์ที่ได้รับนั้น Honda ได้เปรียบกว่า นอกจากนั้น ฮอนด้า ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งถือเป็นจุดได้เปรียบกว่าในด้านสมรรถนะการขับขี่
Honda CR-V ใหม่ เทียบระหว่าง e:HEV หรือ VTEC Turbo เลือกรุ่นไหนดี ?
สำหรับในด้านของ Haval มีสมรรถนะที่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ดีในด้านการขับขี่ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานโดยจุดนี้หากพิจารณาจากความต้องการของผู้ตัดสินใจซื้อต้องลองไปขับเพื่อตัดสินใจดู
ความกว้างขวางและความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร จุดนี้ Haval ให้ความรู้สึกที่ใหญ่โตกว้างขวางโปร่งสบายกว่าเมื่อขึ้นไปลองนั่งเปรียบเทียบดูด้วยตัวเองที่มีขนาดความสูง 185 เซนติเมตร ขณะที่ในด้านการเก็บเสียง Haval อาจจะมีเสียงลอดเข้ามาภายในห้องโดยสารมากกว่า Honda ขณะที่ อีกจุดที่น่าสนใจอย่างนึงคือ หน้าจอของ Haval H6 Hybrid ที่มีความชัดระดับ 4 ล้านพิเซล ซึ่งอันนี้ต้องยอมรับเลยว่าชัดจริงอะไรจริง เมื่อเทียบกับ Honda
สุดท้ายคือ ราคาค่าตัวของทั้ง 2 คัน
- Haval H6 Hybrid มีราคาอยู่ที่ 1,349,000 บาท
- Honda CR-V e:HEV RS 4WD มีราคาอยู่ที่ 1,729,000 บาท
เมื่อเปรียบเทียบแล้วมีราคาค่าตัวแตกต่างกัน 380,000 บาท โดยหากเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าทางด้านเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาให้เป็นพื้นฐานของ Haval นั้น อาจจะมีข้อได้เปรียบมากกว่า Honda เพราะการยกตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวนี้ต้องบอกว่าเมื่อซื้อรถไปไม่สามารถนำไปติดตั้งเองเพิ่มเติมได้
ดังนั้นหากมองประเด็นดังกล่าวนี้ จึงทำให้ Haval H6 Hybrid มีความคุ้มค่าโดยรวมมากกว่า แต่หากมองในประเด็นอื่นทางด้านอารมณ์เช่น การออกแบบ, แบรนด์, ความสนุกสนานในด้านการขับขี่ อันนี้ก็สุดแล้วแต่จะพิจารณา ซึ่งจะบอกว่าวันนี้แบรนด์สัญชาติจีนอย่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก็พัฒนามาล้ำหน้าทัดเทียมแข่งขันได้กับแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น หรือ ยุโรป ได้อย่างสมศักดิ์ศรี