รีวิว รถบัสไฟฟ้าไร้คนขับตัวต้นแบบ คันแรกของไทย!
พีพีทีวี พาชม รถบัสไฟฟ้าไร้คนขับตัวต้นแบบ คันแรกของไทย พร้อมให้บริการ 4 จุด ทั่วอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ขึ้นฟรี! ถึงเดือน ก.ค. นี้เท่านั้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่า ประเทศไทย จะมีนวัตกรรมสุดล้ำ ที่ถือเป็นก้าวแรก และก้าวสำคัญสำหรับวงการยานยนต์ไร้คนขับของประเทศ อย่าง "รถบัสไฟฟ้าไร้คนขับ" ที่เป็นตัวต้นแบบ ขับเคลื่อนด้วยสัญญาณ 5G คันแรกของไทย แถมพัฒนาขึ้นเองด้วย!
โดยเจ้ารถบัสไฟฟ้าไร้คนขับ 5G คันนี้ โชว์ตัวที่เมืองเก่าอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน้าโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ ที่อยู่ห่างจากที่เที่ยวอย่างอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาไม่มาก เพียง 1.1 กม. เท่านั้น ซึ่งเราจะพาทุกคนมาลองนั่งและทำความรู้จักกับรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับคันนี้กัน!
ซูซูกิ เผยปี'66 เผชิญตลาดแข่งดุ ปิดยอดขาย 1.21 หมื่นคัน ลดลง 39.5%
ไทยทำ ไทย(เตรียม)ใช้ ผลงานใหม่จาก มจธ.
“ตัวรถเป็นรถบัสไฟฟ้า แต่เรามาต่อยอดให้เป็นระบบขับอัตโนมัติ” คือคำนิยามคร่าว ๆ ที่ ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดี และหัวหน้าศูนย์วิจัย MOVE มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เจ้าของโครงการ พูดถึงเจ้ารถบัสไฟฟ้าไร้คนขับคันนี้ พร้อมได้การสนับสนุนจากหลายฝ่าย ตั้งแต่งบประมาณกว่า 27 ล้านบาท จาก กสทช. จนถึงการอำนวยสถานที่อย่างเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
ก้าวแรกของโครงการนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2566 นอกจากระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่พัฒนาโดย มจธ. แล้ว ยังมีระบบเทคโนโลยีสัญญาณ 5G ที่พัฒนาร่วมกับ TKC ด้วย เสริมความครบเครื่องและการขับเคลื่อนที่แม่นยำให้กับรถบัสคันนี้
ดร. ยศพงษ์ แย้มว่า แม้ตอนนี้ โครงการรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับ เทคโนโลยี 5G จะเป็นแค่โครงการนำร่องเท่านั้น แต่ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจได้เห็นการใช้งานที่เพิ่มขยายในหลายพื้นที่ ถ้านำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริง ๆ และจะช่วยยกระดับ ‘การท่องเที่ยวสีเขียว’ ของประเทศไปอีกขั้นด้วย
ต่างชาติมีไหม? ไทย ‘แตกต่าง’ ยังไงบ้าง?
หากย้อนกลับไปดูเมื่อปี 2564 จะเห็นว่า ‘สเปน’ เป็นเจ้าแรกในยุโรปที่นำร่องทดลองรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับ ที่เมืองมาลากา แต่ก็เป็นเพียงการทดลองใช้งานสั้น ๆ ตั้งแต่ 28 ก.พ. - ปลาย มี.ค. เท่านั้น ผลปรากฏว่าเป็นไปได้สวย ก่อนที่ต่อมา ‘สกอตแลนด์’ จะเปิดตัวรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับที่ใช้อินเทอร์เน็ตและ GPS ในการทำงาน ภายใต้โปรเจกต์ CAVForth เริ่มให้บริการในเอดินเบอระเรื่อยมาถึงปัจจุบัน
และหากมองมาที่ฝั่งเอเชีย จะพบว่า ‘จีน’ ผลิตรถบัสไฟฟ้าพร้อมใช้งานในเชิงพาณิชย์แล้วในเมืองฉงชิ่ง เมื่อปี 2564 ซึ่งมีความใกล้เคียงกับเจ้ารถบัสไฟฟ้าไร้คนขับของไทยมากที่สุด ทั้งลักษณะภายนอก ระบบการทำงานต่าง ๆ รวมถึงจำนวนที่นั่งก็ใกล้เคียงกันด้วย
ส่วน ‘ญี่ปุ่น’ ก็มีรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับเช่นกัน แต่จะแตกต่างจากสเปน สกอตแลนด์ และจีนอย่างสิ้นเชิง ตรงที่มีขนาดเล็กน่ารัก นั่งได้เพียง 7 คนต่อเที่ยวเท่านั้น ภายใต้เทคโนโลยีของแบรนด์ NAVYA จากฝรั่งเศส ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2564 แล้ว แถมใช้ ‘จอยสติ๊ก’ เป็นคอนโซลสำหรับคนควบคุม เมื่อเปลี่ยนมาขับเคลื่อนแบบ manual ด้วย
จะเห็นได้ว่า ‘ไทย’ แม้จะตามหลังบางชาติในการผลิตรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับ ที่หลายประเทศเปิดใช้บริการสาธารณะแล้ว แต่ไทยก็นำเทคโนโลยีที่มีการใช้งานทั่วไปสำหรับรถบัสไฟฟ้าไร้คนขับ มาต่อยอด พร้อมนำร่องทดลองใช้งาน ก่อนเตรียมมาให้บริการแก่ประชาชนอย่างเรา ๆ ในอนาคต
ขึ้นชื่อว่า ‘ไร้คนขับ’ แต่ขาด ‘คนควบคุม’ ไม่ได้
แม้เจ้ารถบัสไฟฟ้าคันนี้จะได้ชื่อว่าเป็นรถไฟฟ้าแบบไร้คนขับ แต่ก็เป็นรถไร้คนขับ ‘ระดับ 3’ เท่านั้น ซึ่งยังต้องมีคนควบคุมอยู่เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ควบคุมตัวรถตามสถานการณ์นั้น ๆ ได้ทันท่วงที
ซึ่งระบบวัดระดับรถไร้คนขับจะมีอยู่ 6 ระดับด้วยกัน ได้แก่
- ระดับ 0 No Automation - ไม่มีระบบอัตโนมัติเลย คนขับขับเองทั้งหมด
- ระดับ 1 Driver Assistance (Hands on) - เริ่มมีระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยเหลือในบางฟังก์ชัน เช่น ระบบควบคุมคันเร่งได้อัตโนมัติ ระบบควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในเส้นทางเดินรถโดยอัตโนมัติ เป็นต้น คนขับจำเป็นต้องมองเส้นทางอยู่ และพร้อมที่จะกลับเข้าไปควบคุมได้ตลอดเวลา
- ระดับ 2 Partial Automation (Hands Off) - คล้ายกับระดับ 1 แต่ระบบอัตโนมัติจะทำงานพร้อมกัน คนขับจำเป็นต้องมองเส้นทางอยู่ และพร้อมที่จะกลับเข้าไปควบคุมได้ตลอดเวลาเช่นกัน
- ระดับ 3 Conditional Driving Automation - ตัวรถเริ่มตัดสินใจได้เอง แต่สามารถเดินรถตามเส้นทางและระบบที่วางเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องมีคนขับแล้ว แต่ยังต้องมี ‘คนควบคุม’ คอยเข้ามาควบคุมเสมอในบางกรณี
- ระดับ 4 High Driving Automation - ตัวรถสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ แต่มีข้อจำกัดเดินรถเฉพาะเส้นทางและระบบที่วางไว้เช่นกัน แต่จะมีความอัจฉริยะขึ้น คนควบคุมไม่จำเป็นต้องคอยระวังตลอดเวลา แต่ก็ต้องพร้อมควบคุมรถด้วยตัวเองได้เช่นกัน
- ระดับ 5 Full Driving Automation (No driver) - คือรถอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
รีวิว ‘รถไฟฟ้าไร้คนขับ’ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G คันแรกของไทย
รถบัสคันนี้ขับเคลื่อนด้วยสัญญาณ 5G คือ ใช้อินเทอร์เน็ตที่ติดตั้งอยู่ในพื้นที่บึงพระรามอยู่แล้ว ร่วมกับระบบ GPS เพื่อกำหนดเส้นทาง และถ้าหากสัญญาณ 5G ไม่เสถียร ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้คนขับแทนได้ เพียงกดปุ่มสีเหลืองบริเวณคอนโซลควบคุม
ตัวรถบัสติดตั้งระบบ LIDAR 6 ตัว หน้ารถ 2 ตัว ซ้าย-ขวา อย่างละ 1 ตัว และด้านบน 2 ตัว เป็นเซ็นเซอร์วัดระยะและความสูงของพื้นผิว โดยจะส่งแสงเลเซอร์ไปกระทบวัตถุหรือพื้นผิวต่าง ๆ จากนั้นระบบจะแปรผลออกมาเป็นระยะทาง ซึ่งจะตรวจจับวัตถุต่าง ๆ เพื่อให้รถหยุด หรือชลอเพื่อความปลอดภัย เช่น เมื่อเจอช้าง ระบบจะขึ้นเป็นสัญลักษณ์วงกลมสีชมพู เป็นต้น
มาที่ด้านในกันบ้าง เจ้ารถบัสไฟฟ้าไร้คนขับต้นแบบนี้ มีที่นั่งทั้งหมด 20 ที่นั่ง เบาะเป็นผ้าไฟเบอร์ นั่งสบาย มีราวจับ, ที่แขวนน้ำหนักไม่เกิน 24 กิโลกรัม, ที่วางแก้วน้ำ-ขวดน้ำ, และตาข่ายวางของ สำหรับสายช็อปหรือนักท่องเที่ยวที่มีของเยอะ ก็สามารถนั่งได้แบบสบาย ๆ
ด้านหลังเบาะคนควบคุม จะมี โรบอต เซิร์ฟเวอร์ เป็นลักษณะกล่องสีดำ ซึ่งจะรับข้อมูลจากเซ็นเซอร์รอบตัวรถ ไม่ว่าจะเป็น LIDAR GPS และอื่น ๆ นำมาประมวลผล ก่อนส่งไปยังระบบ Drive by wire มีลักษณะเป็นกล่องสีขาวอยู่ติดกับด้านหลังคนควบคุม ซึ่งจะแปรข้อมูลเป็นกระแสไฟฟ้า ไปยังตัวมอเตอร์คันเร่ง เบรก และระบบช่วงล่าง เพื่อให้รู้ว่าควรตัดสินใจแบบไหน เช่น ควรเร่งคันเร่ง ควรเบรก หรือควรเปลี่ยนเลนไหม
ไร้คนขับแบบนี้ แม้มีคนควบคุม จะปลอดภัยไหม?
สำหรับใครที่กังวลด้านความปลอดภัย รถบัสคันนี้ ถูกเซ็ตระบบให้วิ่งที่ความเร็วประมาณ 25 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายจราจรของประเทศไทย แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ในระดับ 70 - 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากควบคุมในระบบ manual หรือใช้คนขับ
แต่อย่างไรก็ตาม เจ้ารถบัสไฟฟ้าไร้คนขับคันนี้ มีการเบรกที่ค่อนข้างแรง โดยเฉพาะกรณีที่ต้องชลอรถหรือหยุดรถกะทันหัน เนื่องจากเป็นการควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ไม่เหมือนการควบคุมด้วยคนขับ หรือแบบ manual ทำให้อาจขัดใจเล็ก ๆ ได้ เมื่อต้องเผชิญกับช่วงที่รถเบรก
ใช้บริการได้ที่ไหนบ้าง?
รถบัสจะให้บริการรอบบริเวณบึงพระรามเท่านั้น เป็นระยะทาง 2.8 กิโลเมตร ระหว่างวันศุกร์ถึงวันอังคาร เวลา 09.00 - 17.00 น. เริ่มตั้งแต่วันนี้ จนถึงช่วงเดือน ก.ค. 67 เนื่องจากเป็นการเก็บสถิติผู้ใช้งานในช่วงพีค เลยกำหนดการให้บริการในวัน-เวลาดังกล่าว
โดยมีจุดให้บริการ 4 แห่ง ได้แก่
- ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองพระนครศรีอยุธยา
- วัดมหาธาตุ
- วัดธรรมิกราช
- วัดพระราม
สำหรับระยะทางให้บริการต่อการชาร์จ 1 ครั้ง จะใช้เวลาชาร์จทั้งหมด 4 ชั่วโมง วิ่งได้ในระยะ 200 กิโลเมตร หรือประมาณ 8 ชั่วโมง โดยจะมีแท่นชาร์จเพียงจุดเดียว คือ ที่ทำการเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา
อยากลองนั่ง ต้องทำยังไง?
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “5G Auto Bus” ตามจุดให้บริการทั้ง 4 แห่งได้เลย ตัวแอปฯ มีฟีเจอร์การจองรถ ที่สามารถเรียกรถได้ภายในระยะ 50 เมตรจากตัวป้าย ผ่านการคำนวณจาก GPS บนโทรศัพท์ และจะมีบอกไว้ว่าจองได้กี่ที่นั่ง ซึ่งอุปกรณ์หนึ่งสามารถจองหลายที่นั่งได้
แต่แอปฯ 5G Auto Bus จะให้บริการเฉพาะระบบ Android อยู่ ส่วนระบบ iOS ยังต้องรอการอนุมัติจาก Apple ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจสามารถขึ้นใช้บริการได้แบบฟรี ๆ ถึงเดือนกรกฎาคมเลยทีเดียว!
กางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีแก้ 112 “พิธา-ก้าวไกล”