"ก้อย ซอยจุ๊ ปลาดิบ" อาหารเล่าวัฒนธรรม แซ่บแต่เสี่ยงพยาธิก่อโรคตับ
อาหารที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุก เป็นเมนูแสนอร่อยของหลาย ๆ คน ถึงแม้จะเป็นอาหารที่กินกันมาอย่างยาวนาน แต่ยังมีความเสี่ยงจากโรคบางชนิดอยู่
อาหารอีสาน แสดงถึงวัฒนธรรมการรับประทานอาหารในท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เรื่องกลิ่นรส และรสชาติที่ได้มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ ชนิดเครื่องปรุงมีจำนวนน้อย และขั้นตอนการประกอบอาหารที่ไม่ซับซ้อนเนื่องจากประชากรในพื้นที่มีความเร่งรีบในการดำเนินชีวิต
โดยคนอีสานรับประทานเนื้อสัตว์ในมื้ออาหารสำคัญรวมถึงในงานเฉลิมฉลอง อาทิ งานบุญประเพณี งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ
เนื้อสัตว์ที่นิยมรับประทานในโอกาสสำคัญ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด มากที่สุด โดยเฉพาะเนื้อวัวและเนื้อหมู สำหรับเมนูที่นิยมโดยทั่วไปของคนอีสาน คือ ลาบ ก้อย ต้ม ซอยจุ๊ ซอยแซ่
การให้ความสำคัญกับการรับประทานเนื้อสัตว์นี้ก็สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนอีสาน เนื่องจากคนอีสานส่วนใหญ่ทำนาซึ่งในอดีตต้องใช้แรงงานจากควาย วัว ดังนั้นคนอีสานจึงนิยมรับประทานเนื้อสัตว์เหล่านี้ด้วย อีกทั้งพฤติกรรมการรับประทานอาหารของครอบครัวชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะรับประทานอาหารด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง และเมนูอาหารของทุกคนเป็นเมนูเดียวกัน ดังนั้นหากผู้ใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมบริโภคอาหารดิบ เด็กในครอบครัวก็มีโอกาสที่จะบริโภคอาหารดิบเช่นเดียวกันกับผู้ใหญ่และสืบทอดกันต่อมา
โดยปัจจุบัน ซอยจุ๊ เป็นเมนูนิยมมาแรงที่สุดของเหล่านักกินที่ชื่นชอบเนื้อวัวแบบสดๆ โดยเมนูนี้จะนำเนื้อสด ตับสด ผ้าขี้ริ้วสด มาแล่เป้นชิ้นเล็กๆ กินคู่กับน้ำจิ้วแจ่ว มีวิธีทำที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่
นอกจากนี้อาชีพและที่อยู่อาศัย รวมถึงสภาพแวดล้อม ทำให้ชาวอีสาน มักนิยมตั้งบ้านในที่ที่มีแหล่งน้ำ เพื่อการการทำนาและหาวัตถุดิบจากธรรมชาติในหน้าฝนที่มีความอุดมสมบูณ์ อาหารที่มีมากก็ถนอมไว้บริโภคในฤดูที่ขาดแคลน เช่น ทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาแห้ง ผักดอง
คนยุคใหม่ต้องระวัง 3 โรคตับที่เป็นง่ายแต่รักษาหายยาก
"กัญชา - คาเฟอีน" ใช้ไม่ถูกวิธีเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ
อาหารไม่สุกกับโรคหนอนพยาธิ
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนนี้ ส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับพยาธิตามมา จากการสำรวจความชุกของโรคหนอนพยาธิในระบบทางเดินอาหาร ในประเทศไทย เมื่อปี 2562 โดยกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างจำนวน 16,000 ราย จากทั่วประเทศ พบอัตราความชุก ดังนี้
- พยาธิปากขอ 9.79%
- พยาธิที่พบอื่นๆ 4.47%
- พยาธิใบไม้ตับ 2.2%
- พยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็ก 1.31%
- พยาธิแส้ม้า 0.74%
- พยาธิตัวตืด 0.37%
- พยาธิเส้นด้าย 0.23%
- พยาธิไส้เดือน 0.22%
- และพยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดกลาง 0.15%
สำหรับพื้นที่พบมากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5%
โรคหนอนพยาธิเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลและถิ่นทุรกันดาร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการกินอยู่อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การบริโภคอาหารที่ปรุงไม่สุก ไม่สะอาด หรือการอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้เสี่ยงต่อการติดโรคหนอนพยาธิแล้ว ยังอาจเป็นการแพร่กระจายโรคอื่น ๆ อีกด้วย
สำหรับพยาธิที่แฝงในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เมื่ออาหารปรุงไม่สุกก็จะทำให้พยาธิเหล่านี้ไม่ตาย สามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างง่ายดายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดโรค เช่น พยาธิใบไม้ตับทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี, พยาธิปากขอทำให้โลหิตจาง, พยาธิไส้เดือนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารในเด็ก ลำไส้อุดตัน, พยาธิตืดหมู-พยาธิตืดวัวทำให้ปวดท้อง ท้องร่วงเรื้อรัง, พยาธิตัวจี๊ดทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบ, พยาธิทริคิเนลลาทำให้ท้องร่วง ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจล้มเหลว หากสะสมเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งตับและมะเร็งในท่อน้ำดีซึ่งเป็นโรคอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต
"กาแฟดำ"…เครื่องดื่มที่ดีต่อ "ตับ" ลดเสี่ยงโรคร้าย มีผลดีระยะยาว
หน้าฝนต้องระวังสุขภาพ 5 โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
รู้จักพยาธิตัวตืด (Tapeworm)
ไข่
มีลักษณะกลมสีน้ำตาลเหลือง เมื่อหมูหรือวัวกินไข่ของพยาธิตัวตืดเข้าไป ไข่จะฟักเป็นพยาธิตัวอ่อนในลำไส้แล้วไชเข้ากระแสเลือดไปอยู่ในกล้าม เนื้อทั่วร่างกาย และอวัยวะอื่นๆ ของหมูหรือวัว ลักษณะเป็นถุงน้ำใสเล็กๆ ขาวๆ คล้ายเม็ดสาคู มีหัวของพยาธิอยู่ภายใน ซึ่งเป็นระยะติดต่อ เมื่อคนกินหมูหรือวัวที่มี เม็ดสาคูโดยไม่ปรุงสุก หรือสุกๆดิบๆ พยาธิตัวอ่อนจะโผล่หัวออกมา และเจริญเติบโตเป็นพยาธิ เต็มวัยเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้เล็กโดยมีปล้องยาวออกไปเรื่อยๆ
พยาธิตัวเต็มวัย
จะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคน จะใช้ส่วนหัวเกาะที่ผนังลำไส้ และปล่อยให้ลำตัวแขวน เคลื่อนไหวเป็นอิสระในลำไส้ พยาธิตัวตืดมีลักษณะตัวแบนๆ คล้ายเส้นบะหมี่ พยาธิตืดหมูมีขนาดเล็กและสั้นกว่าพยาธิตืดวัว โดยมีขนาดประมาณ 2-4 เมตร ส่วนพยาธิตืดวัวโดยปรกติจะมีขนาดยาว *5-10 เมตร พยาธิจะสลัดปล้องสุกเป็นท่อนๆ ออก มาเป็นคราวปนออกมากับอุจจาระ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางครั้งปล้อง พยาธิอาจไชออกมาจากรูก้น ทำให้คนไข้รู้สึกคันก้น ภายในปล้องพยาธิเต็มไปด้วยไข่ พยาธิ เมื่อปล้องพยาธิแตกไข่จะออกมากับอุจจาระและกระจายอยู่ตามพื้นดิน
การติดโรค
เมื่อคนกินไข่ของพยาธิตืดหมูที่ปนเปื้อนในอาหาร ผักสด ผลไม้ หรือน้ำเข้าไป หรือเกิดการขย้อนปล้องสุกของพยาธิตืดหมูที่อยู่ในลำไส้กลับขึ้นไปในกระเพาะอาหาร จะทำให้พยาธิตัวอ่อนในไข่ฟักตัวออกมาแล้วไชเข้ากระแสเลือด ไปเติบโตเป็นถุงตัวตืด ลักษณะแบบเดียวกับเม็ดสาคูในเนื้อหมู สามารถพบตามกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย แม้แต่กล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย เช่น สมอง หรือบางครั้งอาจ คลำเป็นเม็ดๆ ใต้ผิวหนัง
ส่วนพยาธิตืดวัวจะไม่ทำให้เกิดโรคถุงพยาธิตืดวัวในคน เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนที่ฟักออกมาจากไข่พยาธิตืดวัวมักจะตายหากอยู่ในคน ทำให้ไม่เกิดอันตราย เหมือนกินไข่พยาธิตืดหมู
อาการ
ระยะแรกๆ มักจะไม่มีอาการ เมื่อมีพยาธิสะสมมาก ๆ เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการ เช่น ท้องอืด แน่นท้อง เจ็บบริเวณชายโครงขวา ออกร้อนบริเวณหน้าท้อง ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะมีอาการอักเสบของท่อน้ำดี ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับโต มีไข้ บางรายอาจกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ และอาจถึงตายได้
การตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิ
การตรวจโรคพยาธิ สามารถทำได้โดยการตรวจทวารหนัก ตรวจอุจจาระ ซึ่งควรเก็บอุจจาระในช่วงตื่นนอนตอนเช้าใหม่ จะทำให้มีโอกาสตรวจพบพยาธิมากที่สุด
การรักษา
รับประทานยาที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อพยาธิตัวเต็มวัย เช่น อัลเบนดาโซล นิโคลซาไมด์ พราซิควันเทล และอัลเบนดาโซล ตามคำสั่งของแพทย์
วิธีป้องกันโรคพยาธิตัวตืด
- เลือกรับประทานอาหารที่สด ใหม่ และสะอาด ทั้งวัตถุดิบ
- ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์ (โดยเฉพาะเนื้อหมู) จากแหล่งที่ได้มาตรฐาน
- ควรล้าง ทำความสะอาด และปรุงเนื้อให้สุกด้วยความร้อน ไม่กินแบบสุก ๆ ดิบ ๆ
- ดื่มน้ำสะอาดเท่านั้น
- ล้างผัก และผลไม้ผ่านน้ำหลาย ๆ รอบให้สะอาดก่อนรับประทาน
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง
รู้จักพยาธิใบไม้
พยาธิที่มีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ โดยมีส่วนหัวและส่วนท้ายของลำตัวเรียวมน ขนาดของพยาธิใบไม้ตับมีลำตัวยาว 5-10 มม.กว้าง 1-2 มม.
วงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ตับ พยาธิตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในท่อทางเดินน้ำดีที่อยู่ในตับของคน สุนัขและแมว พยาธิตัวเต็มวัยผสมพันธุ์แล้วสร้างไข่จำนวนมาก ซึ่งไข่ของพยาธิชนิดนี้มีขนาดเล็กสีน้ำตาลเหลือง ไข่ที่ออกมาจะปะปนมากับน้ำดี และลงสู่ลำไส้เล็ก จากนั้นออกสู่ภายนอกร่างกายโดยการถ่ายอุจจาระ หากไข่ตกลงสู่น้ำจะถูกหอยน้ำจืดขนาดเล็กบางชนิดที่มีความสามารถเป็นพาหะขั้นที่ 1 กินเข้าไป ตัวอ่อนที่อยู่ในไข่พยาธิจะใช้เวลาเจริญในหอยประมาณ 6-8 สัปดาห์ จึงออกจากหอยและว่ายน้ำไปไชเข้าใต้เกล็ดของปลาน้ำจืด (เช่น ปลาตะเพียน ปลาขาว ปลาสร้อย ปลากะสูบ ปลาแม่สะแด้ง ปลาซิว ปลาแก้มช้ำ ปลาขาวนา) แล้วเจริญเป็นพยาธิตัวอ่อน ระยะติดต่อในเนื้อปลา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์
เมื่อคนหรือสุนัข และแมวกินเนื้อปลาที่ปรุงไม่สุกหรือดิบ ก็จะได้รับตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่อเข้าไป เมื่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กย่อยเนื้อปลา ผนังหุ้มตัวอ่อนของพยาธิ ก็จะทำให้ตัวอ่อนของพยาธิออกมาคืบคลานเข้าไปในระบบท่อน้ำดี ผ่านทางรูเปิดที่ลำไส้เล็ก และเจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยต่อไป
อาหารก่อโรค
อาหารที่เสียงต่อพยาธิใบไม้ตับที่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมกินที่ทำจากปลาที่ปรุงไม่สุก เช่น ก้อยปลา ปลาสด ปลาส้ม ปลาจ่อม หม่ำปลา ปลาหมกไฟ ปลาปิ้ง ลาบปลา ปลาร้า แจ่วบอง
ซึ่งตัวอ่อนของพยาธิระยะติดต่อ ยังมีชีวิตอยู่ และสามารถเจริญเติบโตเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในท่อน้ำดีภายในตับได้ นอกจากพยาธิใบไม้ตับที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งของท่อน้ำดีแล้ว
อาการ
ผู้ที่ติดโรคพยาธิใบไม้ตับ มีตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะมีจำนวนพยาธิไม่มากนัก หรืออาจมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อเป็นครั้งคราว อาการร้อนท้อง อาการต่อมาที่พบคือ อาการเบื่ออาหาร ท้องอืดมาก ตับโต และกดเจ็บบริเวณตับ (บริเวณชายโครงขวา)
อาการที่รุนแรงมักพบมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงจนมีอาการหนาวสั่น ซึ่งมักเกิดจากอาการแทรกซ้อน เช่น ท่อทางเดินน้ำดีอุดตันจากตัวพยาธิไปอุด การอักเสบติดเชื้อของท่อทางเดินน้ำดีหรือถุงน้ำดี หรือมะเร็งของท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด
การตรวจวินิจฉัย
ตรวจอุจจาระ ตรวจทางวิทยาภูมิคุ้มกัน หรือการตรวจทางรังสีวินิจฉัยร่วมด้วย
การรักษาและป้องกัน
พบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องหลังจากถ่ายพยาธิแล้วต้องไม่กลับไปกินปลาดิบหรือแบบแปรรูปหมักดอง เช่น ปลาร้า
พยาธิใบไม้ในตับปรสิตก่อมะเร็ง
มะเร็งตับ พบมากเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งที่พบทั้งหมดในคนไทย แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตราว 16,000 ราย ซึ่งมะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ มะเร็งของเซลล์ตับและมะเร็งท่อน้ำดีตับ
มะเร็งท่อน้ำดี
มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) เป็นมะเร็งที่เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์เยื่อบุท่อทางเดินน้ำดี แบ่งชนิดตามตำแหน่งของรอยโรค ได้แก่ มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ (intrahepatic cholangiocarcinoma) มักพบเป็นก้อนภายในตับ และมะเร็งท่อน้ำดีภายนอกตับ
สาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดีที่สำคัญที่สุดในประเทศไทยเกิดจากการติดพยาธิใบไม้ในตับ (Opisthorchis viverrini) ที่มาจากวัฒนธรรมการกินปลาน้ำจืดดิบของประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยมีรายงานว่าพยาธิใบไม้ในตับเพิ่มความเสี่ยงประมาณ 6-7 เท่าต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดี นอกจากนี้ยังพบว่าอายุมาก (6 เท่า) การรับประทานปลาดิบ (3 เท่า) ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง (2 เท่า) การดื่มเหล้า (3 เท่า) และการรับประทานยาฆ่าพยาธิ praziquantel (2 เท่า) เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดีเช่นเดียวกัน
ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งท่อน้ำดีที่ดีที่สุดคือการลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรค เช่น ไม่รับประทานปลาน้ำจืดดิบ ซึ่งก็จะทำให้ไม่ต้องไปรับประทานยาฆ่าพยาธิ ไม่ดื่มเหล้า จะช่วยรักษาสุขภาพของท่อน้ำดีและตับได้ดีที่สุด
มะเร็งตับ
มะเร็งตับมีการดำเนินโรคที่รวดเร็วมาก ผู้ป่วยที่เข้ามารับการตรวจมักจะเพราะมีอาการผิดปกติหรือโรคลุกลามไปมากแล้ว พอวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นมะเร็งตับจริง ก็มักเสียชีวิตภายใน 3-6 เดือน
สาเหตุ
แบ่งการเกิดได้เป็น 2 ทางใหญ่ๆ คือ “เกิดกับตับโดยตรง” และ “ลุกลามมาจากมะเร็งในอวัยวะอื่นมายังตับ” ซึ่งการเกิดที่ตับโดยตรง มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ผู้ป่วยเคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี เป็นพยาธิใบไม้ในตับ หรือเคยได้รับสารเคมีต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย เกิดการสะสมสารเคมีจากยารักษาโรคบางชนิด หรือแม้กระทั้งการได้รับสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารเคมีที่เกิดจากอาหารหมักดอง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงภาวะทุพโภชนาการ ภาวะภูมิต้านทานร่างกายต่ำ หรือสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากอย่างการมีพันธุกรรมเสี่ยง
อาการ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- แน่นท้อง ท้องผูก ท้องโต
- ขาบวม
- ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา ซึ่งมักคลำพบก้อนได้จากอาการตับโต
- คลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายจากอาการม้ามโต
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
วิธีห่างไกลจากมะเร็งตับ
ทำได้โดยการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งตรวจคัดกรองมะเร็งตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ทำให้สุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ
รสนิยมการกินอาหารไม่มีถูกมีผิด เพียงแต่มีความเสี่ยงโรคที่มาพร้อมวัตถุดิบในปริมาณที่มากน้อยต่างกันไป ดังนั้น หากมีความชื่นชอบในการอาหารที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุก ควรเลือกวัตถุดิบจากแหล่งผลิตหรือฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจโรค ตรวจสอบความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นลดเสี่ยงลงไปในระดับหนึ่ง และหากเป็นไปได้ควรเลือกกินที่ปรุงสุกและส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการกินดีนำมาซึ่งสุขภาพดีอันเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิตทุกคน
ที่มา
- จันทนะผะลิน ม. (2021). อาหารอีสาน. วารสารวัฒนะรรมอาหารไทย, 1(2), 1–7. เว็บไซต์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jfood/article/view/255341
- รัตนา จันทร์เทาว์ และ เชิดชัย อุดมพันธ์. (2560). ชื่ออาหารท้องถิ่นอีสานและภาคใต้ : มุมมองด้านอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์.วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่,9/(1),76-80. https://www.tci-thaijo.org/index.php/journal-la/article/download/93355/73126
- ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC หรือเนคเทค)
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
- ศูนย์วิจัยโรคปรสิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี-pdrc SUT
- โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
- ผศ.นพ.โกศล รุ่งเรืองชัย ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
- ผศ.พญ.ธนิตา สุทธิชัยมงคล สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- โรงพยาบาลเปาโล
รูปภาพจาก ศูนย์วิจัยโรคปรสิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี-pdrc SUT