รู้จัก "โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ" ซ่อนตัวเงียบแต่อันตรายถึงชีวิต
หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคร้ายที่ผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่อันตรายถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิต
หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่เราควรสังเกตเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งอาการอาจมาในรูปแบบอื่นๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับดาราสาว “โบ เบญจวรรณ” ที่มาประสบการณ์การป่วยด้วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ในรายการ Rise & Shine ชีวิตดีเริ่มที่ตัวเรา โดยเผยว่าเมื่อตอนอายุ 18 ปี มีอาการวูบล้ม พอไปตรวจร่างกายพบว่าเป็นโลหิตจาง มีการมอร์นิเตอร์หัวใจ แล้วพบว่าหัวใจเต้นเร็วกว่ากิจกรรมที่ทำ
อัตราการเต้นของหัวใจสูงตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ตอนนั่งวาดรูปแต่อัตราการเต้นหัวใจเหมือนคนกำลังวิ่ง เป็นกับหลายกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
ด้าน นพ.ยศวีร์ อรรฆยากร อายุรแพทย์โรคหัวใจและสรีระไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้มาให้ความรู้อย่างละเอียดและเข้าใจง่ายเกี่ยวกับโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะพร้อมแนะวิธีป้องกันให้ห่างไกลจากโรคนี้ ดังนี้
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1.หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
2.หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) หัวใจห้องบนจะเต้นด้วยความเร็วมากกว่า 300 ครั้งต่อนาที ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่ายในบริเวณหัวใจห้องบน พอลิ่มเลือดถูกบีบลงมาที่หัวใจห้องล่าง หัวใจห้องล่างก็จะส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ผ่านหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะไปที่สมอง อาจเกิดการอุดตันที่หลอดเลือดส่วนปลายของสมอง ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ง่าย
เคล็ดไม่ลับ "ออกกำลังกาย" ให้หัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงเกิดโรค
หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ มักเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนกำลัง สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจากหัวใจห้องล่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตกะทันหันได้
หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
เซลล์ของหัวใจมีภาวะเสื่อมเกิดขึ้น เนื่องจากในเซลล์ของหัวใจมีแบตเตอรี่ที่อยู่ในหัวใจห้องบนขวา เรียกว่า pacemaker cell หรือ SA node ถ้าผิดปกติจะปล่อยสัญญาณไฟฟ้าลงมาห้องล่างไม่ได้ จะเรียกภาวะนี้ว่า Sick sinus syndrome หรือ sinus node
สาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะ
1.เกิดจากปัจจัยภายในหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะหัวใจกล้ามเนื้อขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ หัวใจพิการแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร
2.เกิดจากปัจจัยภายนอกหัวใจและหลอดเลือด
- มีโรคประจำตัว
- พักผ่อนน้อย
- นอนดึก
- นอนไม่พอ
- เครียด
- ยาบางชนิด ทำให้เกิดหัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ
- ยาเสพติด
- เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ น้ำอัดลม แอลกอฮอล์
กินแบบไหน ได้แบบนั้น "หัวใจ" จะแข็งแรงแค่ไหนดูที่นิสัยการกิน
อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1.ผู้ป่วยไม่มีอาการ ตรวจเจอตอนมาตรวจสุขภาพประจำปี พบว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดจังหวะ
2.ผู้ป่วยมีอาการแบบชัดเจน เช่น มีอาการใจสั่นผิดปกติ วูบ หน้ามืด เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหันได้
การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ
1.ให้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อปรับจังหวะหัวใจในกลุ่มที่มีอาการน้อย
2.ช็อกไฟฟ้าหัวใจ ในกรณีที่หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง โดยเฉพาะหัวใจห้องล่าง
3.การจี้ไฟฟ้าหัวใจ
เป็นการใส่สายสวนบริเวณขาหนีบด้านขวา แล้วนำสายสวนแต่ละเส้นไปจับสัญญาณไฟฟ้าในแต่ละห้อง พอตรวจจับสัญญาณ แล้วจะมีการกระตุ้นเพื่อให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะออกมา หาจุดกำเนิด จากนั้นจะใช้สายสวนอีกเส้นเพื่อเปลี่ยนจากกระแสสัญญาณไฟฟ้าภายนอก เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ปลายสายด้านในหัวใจ ทำการจี้จุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้านั้นๆ เพื่อตัดวงจรไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติไป
*ในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ 90-95%
หวาน มัน เค็มมากไป "หัวใจอ่อนแอ" รสชาติถูกใจแต่ทำลายสุขภาพ
4.การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นช้าผิดปกติ เนื่องจากมีความเสื่อมของแบตเตอรีที่อยู่ข้างในหัวใจ ผู้ป่วยอาจมีอาการวูบ หน้ามืด เป็นลม หมดสติ จึงต้องมีการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิด 2 ห้อง วิธีการคือใส่สายเข้าไป 2 สาย ในหัวใจห้องบนขวาและห้องล่างขวา
5.การใส่เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (AICD)
สำหรับผู้มีอาการหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดจังหวะรุนแรง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน หมอจะทำการฝังเครื่องกระตุกหัวใจ ลักษณะคล้ายๆ เครื่องกระตุ้นหัวใจ ใส่ไปบริเวณหน้าอกด้านซ้ายแล้วสายจะลงไปยังบริเวณหัวใจห้องล่างขวา
การดูแลตนเองหัวใจให้ห่างไกลโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอยู่แล้วให้มาตรวจติดตามการรักษากับแพทย์เป็นประจำ
- หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ทุกปี
- หลีกเลี่ยงอาหาร ยา เครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจปริมาณมาก
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ปริมาณมาก
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงความเครียด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 30-45 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์
สุดยอดอาหารบำรุง "หลอดเลือดหัวใจ" กินเมื่อไหร่ แข็งแรงเมื่อนั้น
ในกรณีที่ได้ยินเสี่ยงฟู่ในหัวใจ อาจเกิดจากภาวะลิ้นหัวใจผิดปกติ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังกล้ามเนื้อหัวใจรั่ว แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพกับแพทย์เฉพาะทาง โดยคุณหมออาจะทำการเอคโคหัวใจ (Echocardiogram) หรืออัลตราซาวด์หัวใจ เพื่อตรวจดูโครงสร้างของหัวใจว่ามีภาวะลิ้นหัวใจรั่ว ผนังกล้ามเนื้อหัวใจรั่วหรือเปล่า
ในกรณีที่มีอาการใจสั่นผิดปกติ หรือมีอาการวูบ หน้ามืด เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นประจำหรือเป็นบ่อยๆ หรือนานๆ เป็นที หมอแนะนำให้ไปตรวจสุขภาพหัวใจที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ซึ่งจะมีโปรแกรมตรวจเพื่อค้นหาภาวะผิดปกติของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ