ไม่เอาแล้วตุ่มคัน-ผื่นแดง! รู้ทันโรคภูมิแพ้ผิวหนังแบบเจาะลึก
ภูมิแพ้ผิวหนัง ใครก็มีโอกาสเป็นได้เพราะเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมรู้ก่อนรับมือได้ลดโอกาสการเกิดและรักษาได้ไม่ทิ้งร่องรอยบนผิวกันเถอะ
ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า โรคผิวหนังที่พบบ่อย แบ่งเป็น 6 กลุ่มใหญ่ๆ
- โรคติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และโรคจากปรสิต เป็นต้น
- โรคผิวหนังอักเสบเอกซิมา
- โรคผื่นแดง (Erythemas), ลมพิษ (Urticaria), ผื่นแพ้ยาชนิดต่างๆ (Drug eruptions)
- โรคกลุ่มที่เป็นผื่นแดงลอกเป็นสะเก็ดหรือขุย (Papulosquamous diseases) เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นขุยกุหลาบ เป็นต้โรคภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง เช่น โรคแก้ภูมิตัวเอง,โรคพุพองกลุ่ม Bullous pemphigoid
- โรคมะเร็งผิวหนัง (Skin malignancy)
โดยภูมิแพ้-ภูมิแพ้ผิวหนัง มีอีกชื่อว่า โรคผิวหนังอักเสบ(Atopic eczema)
เป็นโรคผิวหนังในกลุ่มที่ 2 ที่มีปัจจัยภายในเป็นปัจจัยสำคัญและมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวกระตุ้น อาทิ อาหารและยาบางชนิด
ความผิดปกติภายใน ลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยที่เป็นปัจจัยพื้นฐานนั่นเอง ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะมีลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นจุดอ่อนหรือผิดปกติที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ไม่เหมือนกัน ความบกพร่องที่ได้มานี้จะมีความแตกต่างกัน มากหรือน้อยบ้างไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้มีอาการและอาการแสดงปรากฎมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่เป็นน้อยๆ เป็นตลอดเวลา เป็นๆหายๆโดยลักษณะอาการสำคัญที่พบในผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้
- ผิวหนังมีน้ำมันในชั้นหนังกำพร้า (Stratum corneum) น้อยกว่าคนปกติทั่วๆไป
- มีอาการคันที่ผิวหนังได้ง่ายกว่าปกติ และมักเป็นมากตอนกลางคืน
- เกิดผื่นแดงที่ผิวหนังง่ายเป็นขุยลอกตามผิวหนัง
"ไฝ" แบบไหนถึงน่ากลัว สัญญาณร้ายโรคมะเร็งผิวหนัง
อาการตามช่วงอายุ
-
ช่วงอายุ 2 เดือน – 2 ปี จะมีอาการผิวหนังอักเสบ แดง บวม อาจมีตุ่มน้ำและสะเก็ดน้ำเหลือง พบที่บริเวณใบหน้า ลำตัว และแขนขา
-
ช่วงอายุ 2 ปีขึ้นไป มีอาการอักเสบที่ค่อนข้างเรื้อรัง ผิวแห้งมาก พบบ่อยบริเวณข้อพับ เช่น ข้อพับแขน ขา
-
ช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ มีอาการผิวหนังอักเสบเรื้อรัง และผิวหนังหนาขึ้น จากการเกา พบบ่อยตามข้อพับ ข้อมือ ฝามือ และเปลือกตา
ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้มักมาพบแพทย์
-
ผื่นแดงคันตามข้อพับ เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา คอ รักแร้ ขาหนีบ ร่องก้น
-
ผื่นหรือตุ่มคันตามแขน ขา 2 ข้าง แต่บางรายก็เป็นข้างเดียว
-
เป็นดวงหรือวงขาวบริเวณแก้ม แขน ขา หรือลำตัว อาจเป็นวงเดียวหรือหลายวง
-
ตุ่มนูนบริเวณรูขุมขนส่วนแขน ขา
-
ผื่นคันแดงหรือน้ำตาลบริเวณศอก เข่า ต้นคอ
-
ผื่นแดงลอกเป็นสะเก็ดที่นิ้วมือ นิ้วเท้า ฝ่ามือหรือ ฝ่าเท้า
-
ริมฝีปากแดง แห้งลอกเป็นขุย เป็นๆหายๆ
อาการคันเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเดือดร้อน ทั้งนอนไม่หลับ หงุดหงิด การเกาหรือแกะผิวหนังอย่างมาก ทำให้อาการผิวหนังอักเสบกำเริบมากขึ้น มีน้ำเหลืองออกมาที่ผิวหนัง ยิ่งทำให้อาการคันกระจายไปทั่วตัวที่ ที่เรียกว่า “น้ำเหลืองเสีย”
โดยอาการอื่นๆ ที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้อาจมีร่วมด้วยได้แก่ อาการน้ำมูกไหล ไอ จามเป็นๆหายๆ หรือมีอาการ หอบหืดร่วมด้วย
การวินิจฉัยหาสาเหตุโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้
การวินิจฉัยโรคนอกจากจะอาศัยประวัติอาการและอาการที่แสดงร่วมและบางครั้งต้องอาศัยการซักประวัติคนในครอบครัวผู้ป่วยซึ่งมักพบว่ามีอาการโรคภูมิแพ้ชนิดใดชนิดหนึ่งร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน
เมื่อวินิจฉัยโรคได้แล้วแพทย์จะประเมินความรุนแรงของโรคแล้วจึงให้การดูแลรักษาตามลำดับ
ก่อนอื่นต้องอธิบายเรื่องโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ให้ผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้ทราบว่า จุดอ่อนหรือความบกพร่องของผิวหนังเป็นลักษณะทางพันธุกรรมจะอยู่กับผู้ป่วยตลอดไป แต่ร่างกายของผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้โดยการให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นทาโลชั่นบำรุงผิวหนังอยู่เสมอๆ ตามสภาพอากาศ ไม่อาบน้ำอุ่นนานๆ เพราะน้ำอุ่นจะชะล้างไขมันที่ผิวหนังออกไป แพทย์สามารถควบคุมโรคได้ในช่วงที่ผิวหนังอักเสบ แต่การดูแลอาการต่างๆ ของโรคในระยะยาวต้องอาศัยผู้ป่วยและญาติที่ใกล้ชิดช่วยควบคุมและดูแลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่จะทำให้โรคสงบหรือหายไปได้ในระยะยาว
จากนั้นพทย์จะควบคุมอาการคันด้วย ยาแก้คัน (Anti-histamine) ต้องรับประทานยานี้ติดต่อกัน จนไม่มีอาการคันติดต่อกัน 7 วันจึงหยุดยาแก้คันได้ อาการคันอาจไม่หายไปหมดจากการรับประทานยาให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบหรือใช้ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นชโลมผิวหนังจะช่วยลดอาการคันได้
ผิวหนังที่อักเสบแดงหรือเป็นขุยลอกให้ใช้ครีมสเตียรอยด์ความแรงระดับกลาง เช่น Triamcinolone acetonide 0.1% cream, Betamethasone 17-valerate cream ทาวันละ 2 ครั้งติดต่อกันนาน 7-14 วัน ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบเป็นมากกระจายทั่วตัวหรือการอักเสบเป็นรุนแรงจนมีน้ำเหลืองออกมาอยู่บนผื่นผิวหนัง ในกรณีเช่นนี้ จำเป็นต้องใช้ยารับประทานสเตียรอยด์และใช้น้ำเกลือความเข้มข้น 0.9 % เช็ดน้ำเหลืองอย่าปล่อยให้น้ำเหลืองเยิ้มอยู่ที่ผิวหนังเพราะจะทำให้เกิดอาการคันและตุ่มแดงกระจายทั่วตัว
ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวได้ตามที่กล่าวมาแล้วจะช่วยให้ผิวหนังที่อักเสบกลับคืนสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว อย่างไรก็ตามการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยตามที่แนะนำแล้ว จะช่วยลดการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบซ้ำกันได้ ในกรณีที่เกิดผื่นผิวหนังอักเสบผู้ป่วยสามารถใช้สเตียรอยด์ครีมความแรงที่เหมาะสมทาเพื่อช่วยให้ผื่นหายไปได้รวดเร็วขึ้น ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยในการดูแลโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ให้หายและเกิดเป็นซ้ำให้น้อยที่สุดหรือไม่เป็นอีกเลย
ข้อมูลสุขภาพจาก : โรงพยาบาลพญาไท
คันยุบยิบตามผิวหนัง ค้นสาเหตุเพื่อรักษา แก้ปัญหาตรงจุด
ตากแดดนานมีผลเสีย เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง-ต้อกระจก