เตือน!ลูกแม็กซ์แพ็คเกจอาหารพลาดหลุดลงคอ เสี่ยงอันตรายถึงขั้นผ่าตัด
ลูกแม็กซ์ หรือ ลวดเย็บกระดาษ ที่มีขนาดเล็กแต่อันตรายหากเผลอกลืนเข้าไป เพราะส่วนแหลมคมอาจจะส่งผลกับอวัยวะภายในที่บอบบางได้ ฉะนั้นหากรู้ตัวควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด พร้อมแนะวิธีสังเกตเด็กเล็กกลุ่มเสี่ยงวัตถุอันตายต่างๆพลาดหลุดลงคอ
ขวัญใจขนมถุง ขนมกระทง หรือแม้แต่เบอเกอรี่บางชนิด ต้องเคยเจอกับลูกแม็กซ์ หรือ ลวดเย็บกระดาษ ที่ติดมากับแพ็คเกจของขนม บางทีก็แกะและร่วงลงไปในขนมโดยไม่ทันสังเกต บางคนโชคดีหน่อยไหวตัวทันไม่เผลอกลืนเข้าไป แต่บางรายที่เผลอกลืนเข้าไปก็อาจจะอันตรายถึงขั้นต้องพบแพทย์เพื่อผ่าตัดกันเลยทีเดียว
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเคสให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ อาทิ นายวุฒิพงษ์ ชวนประสงค์ อายุ 55 ปี นักจัดรายการวิทยุท้องถิ่น ต.บางม่วง จ.นครสวรรค์ เข้ามารักษาเพราะมีอาการเจ็บคออย่างรุนแรง
เนื่องจากกินกระยาสารทมีลวดเย็บกระดาษเข้าไปติดค้างในช่องทางเดินอาหาร แพทย์ต้องนำเข้าห้องผ่าตัดใช้เครื่องมือสอดเข้าลำคอและดูดลวดออกมาได้
ขณะที่ผู้ใช้เฟชบุ๊ก ฐิติญาณ จันทนภูผา ได้โพสต์รูป ลูกแม็กซ์ พร้อมข้อความ"ตอนแกะถุง ก็แกะด้วยความระวัง บรรจงเอาลูกแม๊กทิ้ง แต่ยังหลงเข้าไปอยู่ในปาก!!!" โดยมีผู้ใช้เฟชบุ๊กรายอื่น เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเคยมีประสบการณ์ร่วม อาทิ เคยกินซุปหน่อไม้ เคี้ยวไปสักพัก เข็มเย็บแทงเข้าไปกลางเหงือกเต็มๆ หลังดึงออกเลยไปถามแม่ค้า แกยอมรับใช้เข็มเย็บผ้ามาข่วนหน่อไม้แล้วมันหักลงไปและหากไม่เจอ นอกจากนี้ยังมีคนเรียกร้องให้หยุดใช้ลูกแม๊กซ์ในผลิตภันฑ์อาหารด้วย
ทั้งนี้แพทย์ได้มีการระบุว่าหากลูกแม็กซ์มีขนาดใหญ่ และมีส่วนแหลมที่ยื่นออกมา อาจมีโอกาสไปติดอยู่ที่ตำแหน่งหูรูดส่วนบนของหลอดอาหาร หรือที่หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุได้ อาจส่งผลทำให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งหากเผลอกลื่นเข้าไปควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยในทันที โดยผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการ ผิดปกติ เช่น เจ็บเวลากลืนอาหาร,กลืนอาหารลำบากรวมทั้งเจ็บกลางอก
ขณะที่ นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อย. เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายมักนิยมนำลวดเย็บกระดาษมาเย็บถุงหรือกระทงบรรจุอาหาร เนื่องจากมีความสะดวกและรวดเร็วในกระบวนการซึ่งในความเป็นจริงไม่ทันระวังกินเข้าไปก็อาจก่อให้เกิด อันตรายต่อร่างกายได้ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายในการรับประทานอาหาร กลุ่มนี้มากที่สุดคือ เด็ก ๆ ที่มักจะไม่ค่อยระวังในการบริโภค หากผู้ใหญ่ไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด เด็กอาจกลืน ลวดเย็บกระดาษเข้าไปติดที่บริเวณโคนลิ้น ผนังคอ ต่อมทอนซิลหรืออาจลึกลงไปถึง ฝาปิดกล่องเสียงอาจทำให้เกิดอาการเจ็บคอเวลากลืนน้ำลายหรืออาหารอันตรายถึงขั้นต้องพบแพทย์เพื่อผ่าตัด
โดยอย.จึงขอความร่วมมือผู้ผลิตควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก จึงขอให้ผู้ผลิตใช้วัสดุชนิดอื่น เช่น
- ไม้กลัดซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่และสามารถมองเห็นได้ชัดเจน หรือวิธีการบรรจุอื่น ๆ ที่ปลอดภัยแทนการใช้ลวดเย็บกระดาษ
- ห้ามมิให้ผู้ผลิตใช้ลวดเย็บกระดาษสัมผัสกับอาหารโดยตรง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ขณะที่ขอเตือนผู้บริโภคให้มีความระมัดระวังในการบริโภคอาหารที่มีลวดเย็บกระดาษ ติดอยู่ อีกทั้งหากจะซื้ออาหารที่ใช้ลวดเย็บกระดาษให้เด็กหรือผู้สูงอายุรับประทาน ควรเพิ่มความระมัดระวังและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยควรนำอาหารเทใส่ภาชนะก่อน แทนการรับประทานจากถุงหรือกระทงที่ใช้ลวดเย็บกระดาษโดยตรง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ทั้งนี้อย่างที่บอกไปว่า เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่ง ซึ่งไม่เพียงลูกแม็กซ์ที่น่าห่วงหมายรวมถึง พลาสติก,ไม้,ก้างปลาเล็กๆ รวมถึง เหรียญที่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในที่เด็กเผลอกลืนเข้าไปโดยเฉพาะเด็กๆ ที่อายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เด็กกลืนเข้าไปนั้นจะสามารถหลุดออกจากทางเดินอาหารเองได้ 80-90% โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แต่ 10-20% สิ่งแปลกปลอมอาจไม่สามารถหลุดออกมาเองได้ หรืออาจหลุดลึกเข้าไปจนต้องเอาออกด้วยวิธีส่องกล้องทางเดินอาหาร ส่วนอีก 1% อาจต้องเอาออกด้วยวิธีผ่าตัด
ซึ่งตัวเด็กเองบางครั้งอาจจะบอกผู้ใหญ่ไม่ได้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเองพ่อ-แม่หรือผู้ปกครองจึงต้องคอยใส่ใจสังเกตพฤติกรรม วิธีสังเกตเด็กมีสิ่งติดคอ
- ไอ สำลัก หายใจไม่สะดวก
- เจ็บคอ น้ำลายไหลมาก น้ำลายมีเลือดปน
- กลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก
- ไม่กินอาหาร
- มีอาการปวดท้อง อาเจียนหรือถ่ายมีเลือดปน
- หรือบางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ เลยก็ได้
การปฏิบัติตัวเบื้องต้นเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม
- ให้งดน้ำงดอาหาร ก่อนพามาโรงพยาบาล
- ถ้ามีอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอ สำลัก หายใจไม่สะดวก สิ่งแปลกปลอมที่กลืนอาจหลุดเข้าทางเดินหายใจ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินต้องรีบมาโรงพยาบาลในทันที
- หากเด็กไม่มีอาการใด ๆ ไม่แนะนำให้ล้วงหรือทำให้อาเจียนออกเพราะสิ่งแปลกปลอมอาจหลุดจากทางเดินอาหารไปสู่ทางเดินหายใจ ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้
- นำตัวอย่างหรือรูปและขนาดสิ่งของที่เด็กกลืนมาให้แพทย์ดู
- รีบไปพบแพทย์ เพื่อถ่ายภาพรังสีบริเวณช่องอกและช่องท้อง เพื่อดูตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ปกครอง
ไม่ว่าเด็กจะมีหรือไม่มีอาการ แนะนำให้รีบพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อส่องกล้องทางเดินอาหารเอาสิ่งแปลกปลอมออกโดยเร็วที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา,โรงพยาบาลสมิติเวช
"โกโก้" เครื่องดื่มใจฟู! ช่วยปรับสมดุลอารมณ์-ปกป้องสมองและหัวใจ
"หมอยง"เผยอาการโควิดเปลี่ยนแปลง ระยะฟักตัวสั้นลง แพร่ไว-ติดเชื้อซ้ำได้