วัดระดับความเครียด รับมือก่อนลุกลามอันตรายทั้งตัวเองและผู้อื่น
ความเครียดในปัจจุบันของคนเมืองสูงขึ้น ทั้งปัญหาการงาน เศรษฐกิจ การใช้ชีวิต จนทำให้เราเห็นบ่อยครั้งที่กรณีคดีอุกฉกรรจ์หลายคดีที่ แพทย์วินิจฉัยว่า เกิดจากโรคเครียดสะสม และโรคทางจิตเวชที่มีความเครียดเป็นปัจจัยหลัก
ความเครียดเป็นสิ่งที่ผู้เป็นมักจะไม่รู้ตัว และรู้อีกทีก็ระเบิดออกมาจนควบคุมยาก และรู้หรือไม่ความเครียดสามารถวัดระดับได้ หากรู้ทันจะเป็นผลดี และรับมือได้
ระดับของความเครียด
- กลุ่มความเครียดต่ำและระดับปานกลาง มีความรู้สึกเบื่อหน่าย การตอบสนองเชื่องช้าลง ขาดแรงกระตุ้นในการดำเนินชีวิต เป็นความเครียดในระดับปกติ กลุ่มนี้หากิจกรรมคลายเครียดได้
- เครียดระดับสูง เกิดจากความเครียดที่มีต่อเหตุการณ์รุนแรง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม
- เครียดระดับรุนแรง กลุ่มความเครียดระดับสูงก่อให้เกิดความผิดปกติและเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา อารมณ์แปรปรวนง่าย มีอาการทางจิต มีความบกพร่องในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งควรเข้าพบแพทย์
จากการเก็บสถิติเกี่ยวกับผลกระทบด้านจิตใจของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ด้วยระบบ Mental Health Check In ตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 เป็นต้นมา พบว่า ประชาชาชนในประเทศไทยมีความเสี่ยงสุขภาพจิตสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง ภาวะเครียดสูง 45.5% เสี่ยงซึมเศร้า 51.5% เสี่ยงฆ่าตัวตาย 30.6 % และมีภาวะหมดไฟ 17.6% แน่นอนว่าในจำนวนนี้มีคนวัยทำงานรวมอยู่ด้วยเกินกว่า 90%
นอกจากเรื่องของอารมณ์และจิตใจที่สัมพันธ์กับความเครียดโดยตรงแล้วปฏิกิริยาของความเครียดยังสัมพันธ์กับร่างกายและพฤติกรรมด้วย
- ผมหงอก ผมร่วง เนื่องจากออกซิเจนไปสู่เซลล์จะทำได้ไม่ดี กลไกความเครียดที่เกิดขึ้นยังทำลายเซลล์ต้นกำเนิดซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีหรือเมลานินในปุ่มรากผม ทำให้ผมที่ขึ้นใหม่เป็นสีขาวหรือผมหงอก
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น เหนื่อยง่าย อีกทั้งยังส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นตามมา
- การทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้รวน บางรายน้ำย่อยหลั่งมากกว่าปกติ ทำให้โรคกระเพาะกำเริบ ลำไส้และกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวน้อยลง ทำให้อาหารไม่ย่อย เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และมีแก๊สในท้องมาก
- ตับอ่อนทำงานบกพร่อง ส่งผลให้ผลิตฮอร์โมนอินซูลินน้อยลงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้
- การทำงานของระบบขับถ่ายรวน ผลจากการที่ลำไส้บีบตัวน้อยหรือเคลื่อนตัวน้อย ทำให้ท้องผูกตามมา ในขณะที่บางคนความเครียดทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากเกินไป ลำไส้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าไวมาก และเกิดการบีบตัวมากหรือเคลื่อนตัวมากจนมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย
- การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันรวน สูญเสียประสิทธิภาพในการตรวจสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายและการแยกเชื้อโรคออกจากเซลล์ดีเพื่อทำลาย ร่างกายจึงมีโอกาสติดเชื้อและป่วยง่ายขึ้น ไม่ว่าจะไข้หวัด โควิด หรือแม้แต่โรคร้ายอย่างมะเร็งก็ตาม
- ระบบประสาทอัตโนมัติรวน เช่น ต่อมเหงื่อและประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ ทำให้เหงื่อออกไม่เป็นเวลา
- ฮอร์โมนและสารสื่อประสาทต่างๆทำงานผิดปกติ เช่น ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีปริมาณมากเกินไปจะสลายกลูโคส กรดไขมัน และโปรตีน (Catabolic Hormone) จึงทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว คนที่เครียดมากๆจึงดูแก่กว่าวัยเสี่ยงเกิดอาการต่อมหมวกไตล้า (Adrenal Fatigue) ได้ สืบเนื่องจากเมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามาก ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนดีเอชอีเอ (Dehydroepiadrosterone) ออกมาช่วยรับมือกับความเครียด ช่วยควบคุมสมดุลอารมณ์ แต่หากนอนไม่พอร่างกายร่างกายจะหลั่งดีเอชอีออกมาได้น้อย ทำให้เกิด “ภาวะเสพติดความเครียด” (Adrenal Addict) ตามมาได้
- ฮอร์โมนเพศบกพร่อง โดยเฉพาะฮอร์โมน FSH และ LH ที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการตกไข่ก็จะไม่หลั่ง ทำให้ไข่ไม่ตก ผู้หญิงจึงมีลูกยาก นอกจากนี้บางรายยังอาจมีความต้องการทางเพศ
ทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด
- เบี่ยงเบนความสนใจโดยการหากิจกรรมทำเพื่อคลายเครียด เช่น ทำงานบ้าน ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เล่นกีฬา หรือนั่งสมาธิ ออกไปเที่ยวนออกบ้าน เป็นต้น
- ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ดูสบายตา
- ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้คิดในแง่บวก
- พูดคุยกับคนในครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนสนิทเพื่อระบายความทุกข์ใจ
ทั้งนี้หากรู้สึกรับมือกับภาวะเครียดนี้ไม่ไหวควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับมือและวินิจฉัยการรักษาอย่างถูกต้อง
ข้อมูลสุขภาพจาก : กรมสุขภาพจิต