“กลั้นปัสสาวะ”เพิ่มโอกาสติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะเสี่ยงกรวยไตอักเสบ
ปัจจุบันชีวิตของใครหลายคนมักเร่งรีบไม่เป็นเวลา ทำงานหนักขึ้นจนไม่มีเวลาใส่ใจสุขภาพของตัวเอง จนเป็นสาเหตุของการกลั้นปัสสาวะและดื่มน้ำน้อย นำมาซึ่งโรคภัยต่างๆที่อาจร้ายแรงถึงชีวิต
กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder)มีหน้าที่ในการกักเก็บและขับถ่ายปัสสาวะในผู้ใหญ่จะมีความจุปัสสาวะ ประมาณ 400 – 500 มิลลิลิตร และจะขับถ่ายออก แน่นอนว่า การกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี นอกจากความทรมาน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะมากขึ้นด้วยเสี่ยงทำให้เกิดโรคจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ
จนทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นโดย“ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย” เนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้กับช่องคลอดกับทวารหนัก
- ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะได้ง่าย ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้จึงมักลักลอบเข้าไปโดยที่เราม่รู้ตัว ซึ่งการถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่ปวดร่างกายก็จะขับเอาเชื้อโรคนั้นออกมา โดยไม่ทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ กลับกันหากกลั้นปัสสาวะนานๆ เชื้อโรคก็จะมีการเจริญเติบโตมากขึ้นร่วมกับมีแรงดันในกระเพาะปัสสาวะที่มากขึ้น ทำให้เยื่อบุผิวยึดตัวจนเชื้อโรคฝังตัวอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจนเกิดการอักเสบได้
อาการเตือนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
- ปัสสาวะบ่อย กะปริดกระปรอย ครั้งละน้อยๆ มีอาการคล้ายปัสสาวะไม่สุด
- รู้สึกปวดบริเวณท้องน้อย ปวดแสบ ขัด ร้อนขณะปัสสาวะ โดยเฉพาะตอนปัสสาวะสุด
- ปัสสาวะขุ่น บางครั้งมีกลิ่นผิดปกติ หรือ อาจปัสสาวะมีเลือดปน
- มักไม่มีไข้ ยกเว้นผู้ป่วยมีกรวยไตอักเสบจะทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น ปัสสาวะสีขุ่น และมีปวดเอวร่วม
- ในเด็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน มีไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน อ่อนเพลีย
- ในผู้สูงอายุบางคน จะไม่มีอาการทางปัสสาวะ แต่จะมีอาการอ่อนเพลีย สับสน หรือมีไข้
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียส่วนมากผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถหายได้เองหากดื่มน้ำมากๆ ใน2-3 วัน และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่างๆ รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่มีอาการ อีกทั้งยังสามารักษาได้โดยการรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาตามอาการที่แพทย์สั่ง หากมีอาการมากมีไข้สูง ปัสสาวะแสบขัด ให้รีบพบแพทย์ เพราะอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะไต่เข้าสู่กรวยไต
- กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)
อีกหนึ่งอาการที่มาจากพฤติกรรม กลั้นปัสสาวะ นานเกินไป จนกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การติดเชื้อจะลุกลามไปที่ใต ทำให้เกิดกรวยไตอักเสบได้ ที่พบบ่อยได้แก่เชื้ออีโคไล ซึ่งเป็นเชื้อที่พบในอุจจาระของคนทั่วไป โดยเริ่มจากการแปดเปื้อนที่ผิวหนังรอบๆ ปัสสาวะ ผ่านกระเพาะปัสสาวะย้อนขึ้นไปตามท่อไต เข้าไปในกรวยไต แล้วเชื้อมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดโรคขึ้นมา
อาการกรวยไตอักเสบ
- ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่นมาก ต้องห่มผ้าหนาๆ หรือหลายๆ ผืน ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
- อาการปวดท้อง ปวดบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่ง
- ปัสสาวะขุ่น บางรายอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะแสบขัด และออกกะปริดกะปรอยร่วมด้วย
- จะมีอาการคล้ายของไข้มาลาเรีย แต่จะจับไข้ไม่เป็นเวลาแน่นอน และมีอาการหนาวสั่นได้วันละหลายครั้ง
- มักมีอาการปวดบริเวณบั้นเอวหรือสีข้างเพียงข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อใช้กำปั้นทุบเบาๆ ตรงบริเวณที่ปวดจะมีความรู้สึกเจ็บจนสะดุ้งโหยง
- ปัสสาวะขุ่นขาว บางครั้งอาจข้นเป็นหนอง
ปัสสาวะปนเลือด สัญญาณ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ” สูบบุหรี่เสี่ยงเพิ่ง 3-4 เท่า
ทั้งนี้ทั้ง 2 อาการทั้งกระเพาะปัสสาวะอักเสบและกรวยไตอักเสบ เป็นโรคภัยที่เกิดจากพฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะและดื่มน้ำน้อยรวมทั้งสุขอนามัยที่ต้องใส่ใจโดยเฉพาะคุณผู้หญิง ที่ขอแนะนำว่าให้ทำความสะอาดฝาชักโครกก่อนทุกครั้งหรือใช้กระดาษชำระจากหน้าไปหลัง ป้องกันเชื้อเชื้ออีโคไล ที่ปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย อย่างน้อย 8 แก้วต่อวันและให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ ไม่กลั้นปัสสาวะและปัสสาวะทันทีเมื่อรู้สึกปวด นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย , โรงพยาบาลพญาไทและโรงพยาบาลกรุงเทพ
แค่ไม่กินอาหารเช้าเสี่ยงสารพัดโรค เสี่ยงอัมพฤกษ์-อัมพาตและโรคนิ่ว
7 วิธีแก้ปวดประจำเดือน ลดอารมณ์แปรปรวน ไม่อ่อนไหวเหวี่ยง-ไม่วีน