สมุนไพร-วิตามิน กินมาก-กินนาน ไม่ระวังเสี่ยงตับอักเสบอันตรายถึงชีวิต
ในปัจจุบัน จะเห็นว่าคนไทยหันมาบริโภคสมุนไพรและวิตามินกันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงมีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้ภูมิต้านทานตกโดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกแต่รู้หรือไม่หากกินไม่ระวังหรือมากเกินไปต่อเนื่องเป็นเวลานานและขาดความรู้ความเข้าใจ อาจส่งผลกระทบกับตับได้อย่างคาดไม่ถึง
สมุนไพรและวิตามิน ที่ดูเหมือนจะมีประโยชน์ทำให้ตับพังได้อย่างไร ?
ทางการแพทย์ได้อธิบายเอาไว้ว่า “ตับ” จัดเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ในการสร้างกลูโคส กรดอะมิโน ไขมัน และโปรตีนที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว รวมถึงกำจัดสารพิษและของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย และถึงแม้ว่าตับจะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ถ้าหากทำงานหนักเกินไปหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น ก็อาจส่งผลให้ตับถูกทำลาย และลุกลามเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของตับส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเผชิญกับสารเคมีหรือสารพิษเป็นประจำ ภาวะอ้วนลงพุง รวมถึงการกินยา วิตามิน หรือสมุนไพรที่มากเกินไปหรือติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ซึ่งมีผลทำให้ตับต้องทำงานหนักมากขึ้น และถ้าไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ทัน ก็อาจก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย และทำลายเนื้อตับได้ โดยสิ่งที่สามารถป้องกันได้ คือการกินยา-วิตามิน หรือสมุนไพรในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อย หรือกินตามที่แพทย์สั่งตามความจำเป็นเท่านั้น
นอกจากนี้ แม้สมุนไพรจะทำมาจากพืช หลายคนจึงคิดว่าไม่มีพิษกับร่างกาย แต่ความจริงแล้วหากกินเยอะกินมาก หรือกินไม่ถูกหลัก อาจเกิดอันตรายได้หลากหลายปัจจัย อาทิ อาการแพ้,อาการไม่พึงประสงค์,ทำให้ยาที่ใช้เป็นประจำเพิ่มหรือลดระดับได้,ปนเปื้อนสารเคมีหรือเชื้อโรคในขั้นตอนการผลิตอาทิสเตียรอยด์
ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นถึงสมุนไพรที่ทำให้เกิดการเป็นพิษ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) เคยมีมติให้ระงับการผลิตและเก็บยาสมุนไพรขี้เหล็กออกจากตลาด เนื่องจากในปี พ.ศ. 2542 มีรายงานว่า ใบขี้เหล็กในรูปแบบยาอัดเม็ดทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าคาวา (Kava) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ ก็ทำให้เกิดการเป็นพิษต่อตับด้วยเช่นกัน
กินวิตามินมากไป ทำลายสุขภาพไม่รู้ตัว
วิตามิน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นไปตามปกติ ซึ่งแหล่งที่มาของวิตามินโดยทั่วไป คือ อาหาร และจากกระบวนการผลิตภายในร่างกาย ในทางตรงกันข้าม หากร่างกายได้รับวิตามินบางชนิดไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้
“ไวรัสตับอักเสบซี” ภัยเงียบไม่มีวัคซีนป้องกัน เสี่ยงตับแข็ง-มะเร็งตับ
ตับพังได้จากการกินวิตามินมากกินไป ?
- วิตามิน เอ เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและสามารถสะสมไว้ในร่างกายเพื่อเก็บไว้ใช้งาน แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น หรือรับเป็นระยะเวลานานเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผมร่วง ตับอักเสบ โดยเฉพาะในหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้
- วิตามิน ซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมได้ การรับประทานวิตามินซีมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะอึดอัดแน่นท้อง ท้องเสีย รวมถึงระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือถ้าหากกินวิตามินซีติดต่อกันนานเกินไป ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นนิ่วในไตได้
- วิตามิน ดี เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสร้างได้เองจากผิวหนังเมื่อสัมผัสกับแสงแดด มีประโยชน์ในการยับยั้งการเกิดโรคกระดูกพรุนและลดการแตกหักของกระดูก รวมทั้งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นนิ่วในไตได้เช่นกัน
- วิตามิน อี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ใช้ในการรักษาภาวะไขมันพอกตับ แต่ถ้าได้รับมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติได้
- สังกะสี ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายและป้องกันเชื้อโรค และสามารถขับออกทางอุจจาระได้ ถ้าร่างกายดูดซึมได้ไม่หมด แต่ถ้าได้รับมากเกินไป อาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ
- ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง ช่วยลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย แต่ถ้าได้รับมากเกินไป อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และเกิดการเป็นพิษต่อเซลล์ ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญในร่างกาย เช่น ตับ หัวใจ ไต ปอด ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
แม้ผลกระทบจากการใช้สมุนไพรและวิตามินจะไม่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปและต่อเนื่องยาวนาน ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ โดยเฉพาะสุขภาพตับ ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเพื่อรักษาโรคหรือบำรุงร่างกาย แนะนำว่าให้ศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อน หรือสามารถสอบถามรายละเอียดการใช้สมุนไพรและวิตามินเหล่านี้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และที่สำคัญ ควรหยุดใช้ทันทีเมื่อมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท
ความลับวิตามิน B เสริมสร้างภูมิต้านทานบำรุงประสาทและสมอง
วิตามินอะไรเหมาะกับเรา? กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดไม่สิ้นเปลือง