"วัณโรค" ตัวร้ายเกิดได้กับอวัยวะทุกส่วน รู้เร็วรักษาหาย
วัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ารังเกียจ อันตรายจริง แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้
วัณโรค (Tuberculosis) เป็นโรคติดต่อที่อันตรายจริง แต่ไม่ใช่โรคที่สกปรกน่ารังเกียจ เพราะเป็นโรคท้องถิ่นที่พบได้โดยทั่วไปในประเทศไทย โรคนี้เกิดจากเชื้อไมโครแบคทีเรียม ทิวเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) สามารถเกิดได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แต่ร้อยละ 80 เกิดที่ปอด โดยทั่วไปแล้วโรคนี้มักเกิดกับเด็กเล็กที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่มากหรือผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว และสามารถรักษาให้หายได้หากผู้ป่วยรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
การติดต่อ
เชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจรับเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในอากาศ ขณะที่ผู้ป่วยไอ จาม บ้วนน้ำลาย เชื้อวัณโรคจะกระทบไปในอากาศหรือกระจายอยู่ตามวัตถุอื่นๆ
ดังนั้น สมาชิกในครอบครัว ผู้ร่วมอาศัย รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคเอดส์ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองวัณโรค
อาการของผู้ป่วยวัณโรค
• ผู้ป่วยวัณโรคจะมีอาการอ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
• เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง
• หนาวสั่น ไข้ต่ำ ในตอนกลางคืนมักจะมีเหงื่อออก
• เมื่อเริ่มป่วยในระยะแรกมักจะมีอาการไอแห้ง หลังจากนั้นจะเริ่มไอแบบมีเสมหะ เมื่อเข้านอนก็จะยิ่งมีอาการไอหนักมาก ทั้งช่วงเวลาหลังจากตื่นนอนตอนเช้าและในหลังอาหารด้วย
• อาการไอเรื้อรังจะคงอยู่เป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ บางรายที่ไอมากๆ จะมีอาการหอบด้วยหรือไอเป็นเลือดก้อนแดงๆ หรือเลือดสีดำปนออกมาพร้อมกัน
• ในรายที่เป็นเด็กอาการจะรุนแรงหนักกว่าผู้ใหญ่เพราะภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่า
• ผู้ป่วยบางรายที่ยังเป็นน้อยๆ อาจจะไม่มีอาการไอเลย ทว่าจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกแทน
หากมีอาการไอเรื้อรัง มีเลือดปน เบื่ออาหาร ร่างกายผ่ายผอม ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันเวลา หากวินิจฉัยว่าเป็นโรควัณโรค ก็สามารถรักษาให้หายได้ หากทานยาตามแพทย์สั่งและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
กินยาให้ครบ “วัณโรค” ก็หายได้
เป้าหมายสำคัญในการรักษาวัณโรค คือ การรักษาให้หายขาดเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อและเพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อวัณโรค แม้ว่าวัณโรคจะสามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มีโอกาสกลับไปเป็นซ้ำได้ หากผู้ป่วยไม่มีวินัยในการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
การรักษาผู้ป่วยวัณโรค 2 เดือนแรก แพทย์จะให้รับประทานยา 4 ชนิด คือ Isoniazid, Rifampicin, Pyrazinamide และEthambutol หากผู้ป่วยดื้อยาอาจจำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วยเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อรักษาครบ 2 เดือน แพทย์จะตรวจเสมหะหรือเอกซเรย์ปอดซ้ำ หากมีการตอบสนองที่ดีแพทย์จะลดยาให้เหลือเพียง 2 ชนิด และยังต้องให้การรักษาต่อไปอีก 4 เดือน
รักษาล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง...อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนของวัณโรคมักเกิดขึ้นจากการรักษาที่ล่าช้า หรือการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง โดยมีทั้งอาการที่ไม่รุนแรง หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตเมื่อเชื้อวัณโรคกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น มีฝีในปอด ภาวะน้ำในช่องหุ้มปอด ปวดหลัง ข้อต่อกระดูกอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับตับและไต และหัวใจ เป็นต้น
ข้อควรปฏิบัติผู้ป่วยวัณโรค
• รับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์กำหนด
• ผู้ป่วยควรแยกห้องนอนและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่นในช่วงแรกของการรักษา
• ขณะไอหรือจามต้องใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่ปิดมิดชิด แล้วนำไปทิ้งในถังขยะเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
• รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน
• ออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม
• อยู่ในสถานที่หรือห้องที่มีลักษณะโปร่ง โล่ง มีหน้าต่างที่สามารถถ่ายเทอากาศได้สะดวก
หัวใจห้องบนเต้นระริก ต้นเหตุสมองขาดเลือด ทุพพลภาพ
ข้อควรหลีกเลี่ยง
• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• หลีกเลี่ยงการใช้ยาอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับอักเสบจากการใช้ยา
• หลีกเลี่ยงการเดินทางในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า หรือการเดินทางด้วยยานพาหนะร่วมกับผู้อื่นเป็นเวลานาน
• หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนในระหว่างรักษาวัณโรค เพราะจะทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผล
วิธีป้องกันตัวเองจากวัณโรค
1. หากจำเป็นต้องทำงานอยู่ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ให้ออกมาสูดอากาศภายนอกบ้างในระหว่างวัน
2. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์
3. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ
4. สวมหน้ากากอนามัย เมื่อมีความเสี่ยงต่อการอยู่ใกล้ผู้ป่วยวัณโรค
5. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV
6. ลดการดื่มแอกอฮอล์ สูบบุหรี่ และอย่าใช้สารเสพติด
7. ตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
สุดท้ายนี้ที่หมออยากฝากเอาไว้ก็คือ การตรวจสุขภาพประจำปีคือสิ่งที่ช่วยเราคัดกรองให้ปลอดภัยจากวัณโรคได้ เพราะจริงๆ แล้ววัณโรคไม่ได้มีแค่แบบที่แสดงอาการอย่างเดียว แต่มีแบบที่ไม่แสดงอาการด้วย ซึ่งปัจจุบันพบได้บ่อยมากซึ่งแบบนี้ไม่เพียงเป็นอันตรายกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำให้เรายังกลายเป็นคนที่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
รู้จัก“โรคใหลตาย”อาการนอนหลับไม่ตื่น อันตรายถึงชีวิต
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลพญาไท