สมองขาดอากาศได้กี่นาที? เสี่ยงสมองตายนำไปสู่การเสียชีวิต
จากกรณีข่าว "เรือดำน้ำไททัน”ซึ่งเป็นเรือดำน้ำพาชมซากเรือไททานิกอยู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติก ได้ที่สูญหายไปใต้ทะเลลึก ซึ่งมีปริมาณออกซิเจนในเรือจำกัดและคาดว่าจะหมดภายใน 17.00 น.ของวันนี้ นั้น ทีมข่าวพีพีทีวี ชวนรู้จัก ภาวะสมองขาดออกซิเจน ที่จะเกิดขึ้นหลังสมองขาดอากาศเพียง ไม่เกิน 4 นาที
ภาวะสมองขาดออกซิเจน หรือสมองพร่องออกซิเจน (Cerebral hypo xia) คือภาวะที่สมองได้รับออกซิเจนจากเลือดมาสู่สมองไม่เพียงพอ เซลล์สมองขาดพลังงาน และถ้ามีการขาดพลังงานเป็นระยะเวลานาน ไม่เกิน 4 นาที จะเริ่มมีอาการหมดสติ หยุดหายใจ สมองขาดออกซิเจน และเสี่ยงภาวะสมองตายและเสียชีวิต
อาการของสมองขาดออกซิเจน
- ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
- หายใจสั้น เร็ว หายใจติดขัด หรือหายใจมีเสียงหวีด
- หัวใจเต้นเร็ว
- ดวงตาไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง
- ชัก หมดสติ
- หยุดหายใจ หรือถึงขั้นสมองตายและเสียชีวิต
ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการที่ไม่เท่ากันในบุคคลที่มีความรุนแรงเบื้องต้นอาจมีอาการ รู้สึกสับสนมึนงง มีเหงื่อออกมาก การตัดสินใจแย่ลง เคลื่อนไหวลำบาก ขาดสมาธิ ความจำเสื่อมชั่วคราว
สาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจน คือ
- ภาวะขาดอากาศหายใจ เช่น จมน้ำ, สำลักอาหาร, โรคหืดชนิดรุนแรง, ระบบหายใจล้มเหลว, โรคทางระบบประสาทบางโรค,ถูกฆาตกรรม หรือ การฆ่าตัวตาย
- ภาวะหัวใจหยุดเต้นจากโรคหัวใจเอง หรือจากโรคต่างๆที่รุนแรง
- ภาวะชักแบบต่อเนื่องทั้งตัวหมดสติเป็นเวลานาน
- ภาวะพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
- ภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำมากเป็นระยะเวลานาน
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นระยะเวลานาน
- ภาวะสมองขาดเลือดมาเลี้ยงทั้งสมอง
- ภาวะได้รับสารพิษเกินขนาด ทำให้ร่างกายหยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้น เช่น ควัน พิษ, การได้รับยาเกินขนาด
โดยการรักษาภาวะสมองขาดออกซิเจนนี้ เป็นภาวะเร่งด่วนที่สุด ต้องรีบให้การรักษาอย่างรวดเร็ว การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ ต้องรีบแก้ไขสาเหตุ และให้มีการไหลเวียนของเลือดที่ดีให้เร็วที่สุด หากพบเห็นผู้ที่สงสัยว่าอาจเผชิญอาการสมองขาดออกซิเจนอยู่ สิ่งที่ควรทำโดยเร็ว คือ การปั๊มหัวใจหรือทำ CPR เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในร่างกายและป้องกันอาการรุนแรงขึ้น จากนั้นให้รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
“แพ้ยาสลบ” พบ 1 ในแสน ส่งต่อผ่านพันธุกรรม อันตรายถึงชีวิตหากยื้อไม่ทัน
ภาวะสมองขาดออกซิเจนนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและไม่สามารถคาดเดาได้ จึงทำให้ป้องกันได้ยาก แต่ในเบื้องต้นสามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคซึ่งต้องดูแลอาการอยู่ตลอดอย่างโรคหอบหืด ควรพกยาพ่นหรือยากินติดตัวไว้ตลอดเวลา และพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการกำเริบ รวมทั้งสังเกตตนเองหากไม่ชอบมาพากลให้รีบขอความช่วยเหลือในทันที
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลศรีนครินทร์และpobpad
เสพข่าวการเมืองเยอะเสี่ยงโรค Political Stress Syndrome ใครบ้างต้องระวัง ?
“ผงชูรส” เครื่องปรุงโซเดียมสูง กินเยอะอาจเสี่ยงโรคอ้วน ดื้ออินซูลิน