“ตากุ้งยิง” ทำไมหลายคนเป็นซ้ำบ่อย เกี่ยวกับการถ้ำมองหรือไม่?
ความเชื่อที่เกี่ยวกับตากุ้งยิง คงหนีไม่พ้น ต้องสงสัยว่าเกิดจากการถ้ำมอง ซึ่งอาจจะเป็นจริงได้ หากตรงรูที่แอบมองมีสิ่งสกปรก แล้วเอาตาไปแนบดูจนทำให้เกิดการติดเชื้อได้ แต่นั้นก็เป็นเหตุผลส่วนน้อย ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดตากุ้งยิงได้ รวมถึงผู้มีโรคประจำตัวบางชนิดที่ต้องระวัง
ตากุ้งยิง stye หรือ hordeolum เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตา ใต้เปลือกตา มีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตาพบได้ทุกอายุ ทุกเพศ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Staphylococcus aureus ทำให้เปลือกตาของเราที่มีต่มขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก เกิดเป็นฝีที่เรียกว่า “กุ้งยิง” ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้
ปัจจัยการเกิดตากุ้งยิง
- ต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วมีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ก็เป็นผลเนื่องมาจากความต้านทานของร่างกายลดน้อยลง รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา พักผ่อนน้อย ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ร่างกายอ่อนแอลง รวมไปถึงพวกใช้สายตามาก สายตาผิดปกติแล้วไม่แก้ไข
- มือไม่สะอาดและไปขยี้ตา สาเหตุสำคัญที่สุดทีทำให้เปลือกตาไม่สะอาด เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
- กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากใช้เครื่องสำอางแล้วล้างออกไม่หมด หรือหน้าไม่ล้างไม่สะอาด ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด
ทุกท่านคงจะเห็นลักษณะของตากุ้งยิงว่าเป็นอย่างไรมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะบอกได้ว่าลักษณะของตุ่มที่ตาอย่างนี้เป็นตากุ้งยิงได้ไม่ยาก แต่ที่พบเป็นปัญหาเสมอมานั่นก็คือ การที่เป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก พอตุ่มแรกหายไปเริ่มจะสบาย อีกตุ่มหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว
อาการตากุ้งยิง
- มีก้อนที่เปลือกตา อาจเห็นเป็นตุ่มหนองหรือตุ่มอักเสบ
- มีอาการปวดหนังตา เวลาที่กรอกตาหรือหลับตาจะทำให้ปวดมากขึ้น
- บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา ในกรณีที่บวมมากตาจะปิด บางรายอาจพบหนองไหลออกจากเปลือกตา ซึ่งหากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว
- น้ำตาไหล บางรายมีอาการคันที่ตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม บางคนมีอาการแพ้แสงแดด
ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตากุ้งยิง
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ
- ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง
- ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มองข้ามสุขลักษณะ
การรักษา
- สำหรับกุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้ หากมีหนองไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง
- กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง
- ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
“มะเร็งตา” พบได้บ่อยในเด็กเล็กเจอเร็วหายได้ ไม่ต้องควักลูกตาเพื่อรักษา
ภาวะแทรกซ้อน
- หากไม่รักษา ในบางรายอาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนแข็ง เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
- ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู
- อาจจะทำให้ตาอักเสบ
- กุ้งยิงที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ
- การติดเชื้อกระจายไปที่ต่อมขนตา หรือเนื้อเยื่อรอบๆเปลือกตา
การป้องกันตากุ้งยิง
- ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า หลีกเลี่ยงการขยี้ตาบ่อยๆ
- กุ้งยิงเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิงไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไปมักรักษาให้หายได้ภายใน 5-7 วัน การรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้การอักเสบหายเร็วขึ้น
- ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไปและต้องส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โอกาสที่กุ้งยิงจะเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีกจะลดน้อยลงไป
ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
- สายตาผิดปกติ
- อาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
- ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ
- พบตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
- เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด
- เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด
- มีอาการแพ้แสงแดด
- กุ้งยิงกลับเป็นซ้ำหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว
- ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
“เบาหวานขึ้นตา” ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เสี่ยงตาบอด แนะสัญญาณเตือนรีบพบแพทย์