8 สาเหตุที่ทำให้ตื่นมาแล้วเหนื่อย พร้อมวิธีแก้ไขให้นอนหลับเติมอิ่ม
เปิดเผย 8 สาเหตุจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้ตื่นมาแล้วเหนื่อย แม้เราจะนอนหลับครบ 7-8 ชั่วโมงก็ตาม พร้อมวิธีแก้ไขให้นอนหลับเต็มอิ่ม
เรากำลังประสบปัญหานี้อยู่หรือเปล่า? ถึงแม้ว่าจะนอนครบ 7-8 ชั่วโมงก็แล้ว แต่ตื่นมาก็ยังรู้สึกเหนื่อยๆ เพลียๆ แต่แล้วเพราะอะไรเราถึงเหนื่อย วันนี้ทีมข่าวนิวมีเดีย พีพีทีวีได้รวบรวมข้อมูลมาฝากกันดังนี้
จากการศึกษาในปี 2015 พบว่า คนบางคนรู้สึกมึนๆ เหนื่อยๆ หลังตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกครั้งแรก และอาการจะหายไปหลังจากผ่านไป 15-60 นาที หรือ 2-3 ชั่วโมงต่อมา
แม้ว่างานของคุณจะไม่ใช่งานที่ต้องช่วยชีวิตคนหรือต้องขับรถบรรทุกในชั่วข้ามคืน แต่การประสบกับภาวะเฉื่อยชาหลังการนอน กลับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณได้เช่นเดียวกัน
วิธีการแก้ไขปัญหานี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดและการนอนหลับแนะนำว่า ให้เริ่มต้นจากการประเมินตัวเองว่า “ถ้าคุณนอนหลับได้เพียงพอแล้ว คำถามต่อไปคือฉันนอนหลับอย่างมีคุณภาพหรือไม่” ซึ่งมีปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน ดังนี้
1.) ความเหนื่อยล้า
มีสภาวะต่างๆ มากมายที่ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเหนื่อยล้าที่ทำให้รู้ว่าพร้อมที่จะนอนหลับแล้วเสมอไป โดยอาจจะเป็นอาการป่วยเรื้อรัง อย่างภาวะเมตาบอลิก ไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
ผู้ใหญ่ต้องการนอนหลับคืนละ 7-9 ชั่วโมง ดังนั้นหากคุณรู้สึกเหนื่อยล้าในคืนนั้น คุณอาจต้องนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงเพื่อให้รู้สึกกระปรี้ประเปร่า แล้วลองดูว่าสิ่งนั้นสร้างความแตกต่างได้หรือไม่
2.) การใช้ชีวิต
ถ้าคุณนั่งนิ่งๆ อยู่ตลอด ร่างกายของคุณจะชินกับการใช้พลังงานในระดับต่ำ ดังนั้นคุณอาจรู้สึกเหนื่อยมากกว่าที่เคยเมื่อพยายามทำกิจกรรมพื้นฐานประจำวัน
ดังนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ในขณะที่สตรีมีครรภ์ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง หรือออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (Strengthening) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้คุ้นชินและไม่รู้สึกเหนื่อยล้า
3.) ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า
ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า สามารถส่งผลเสียต่อการนอนหลับ จากการตื่นนอนตลอดทั้งคืนได้ และบางครั้งยาที่ใช้ในการรักษาภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลอาจมีผลข้างเคียง เช่น การนอนไม่หลับ หรือทำให้นอนหลับไม่สนิท
4.) การนอนหลับไม่ตรงเวลา
ตารางเวลาที่แตกต่างกัน เพียงแค่ในวันธรรมดากับวันหยุดสุดสัปดาห์ เราอาจพูดได้ว่า “โอเค คืนวันศุกร์ วันนี้นอนดึกได้ เพราะพรุ่งนี้เช้าฉันไม่ต้องทำงาน” หลังจากนั้นในวันอาทิตย์ก็กลับมาเข้านอนให้เร็วขึ้น เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ของสัปดาห์
จะเห็นได้ว่าคุณได้ปรับตารางการนอนของคุณไปแล้ว แม้เวลาที่แตกต่างกันเพียง 2-3 ชั่วโมงสั้นๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สิ่งนี้คล้ายกับเจ็ตแล็กมาก และการรีเซ็ตเวลารวดเร็วแบบนั้นไม่ได้ส่งผลดีนัก
นอนแล้วขากระตุกจนสะดุ้งตื่น ภาวะที่ยังไม่ทราบสาเหตุแต่อาจแฝงโรค
5.) ภาวะขาดน้ำ
มากกว่า 50% ของร่างกายคุณประกอบด้วยน้ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำงานหลายอย่าง เช่น ย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนและสารสื่อประสาท และส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย
มากกว่านี้ยังมีผลการศึกษาพบว่า การขาดน้ำเชื่อมโยงกับการตื่นตัวที่ลดลง ทำให้ง่วงนอน และเหนื่อยล้ามากขึ้น
โดยสถาบันการแพทย์ แนะนำให้ผู้หญิงบริโภคของเหลว 2.7 ลิตร และผู้ชายควรดื่มน้ำ 3.7 ลิตรทุกวัน ซึ่งรวมถึงของเหลวอย่างอาหารที่มีน้ำ เช่น ผลไม้ ผัก และซุปด้วย เนื่องจากปริมาณของของเหลวต่ออาหารอยู่ที่ประมาณ 80 : 20 ซึ่งคิดเป็นปริมาณ 9 ถ้วยต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 12 ถ้วยครึ่งสำหรับผู้ชาย
6.) สภาพแวดล้อมหรือกิจวัตรการนอนหลับที่ไม่ดี
การมีสุขอนามัยในการนอนที่ดี รวมถึงการทำให้ห้องนอนของคุณมืด เงียบ และเย็นในตอนกลางคืน ไปจนถึงการงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงก่อนนอน และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และอาหารรสจัดหรือหนักอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน สิ่งเหล่านี้สามารถขัดขวางการหลับลึกของเราได้ ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้ ย่อมทำให้เรานอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ
7.) ปัญหาคู่นอน
คนหรือสัตว์เลี้ยงที่นอนร่วมเตียงเดียวกันกับคุณ มีผลอย่างมากต่อการนอนหลับ เพราะบางครั้งที่คู่นอนของคุณมีตารางการนอนที่แตงต่างกัน กรน หรือลุกไปมาอยู่บ่อยๆ สิ่งเหล่านี้อาจทำลายบรรยากาศชั่วโมงการนอนหลับลึกของคุณในแต่ละคืนได้
8.) ความผิดปกติด้านการนอนหลับ
ความผิดปกติของการนอนหลับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถลดคุณภาพการนอนหลับลงได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคที่อาจส่งผลต่อระดับพลังงานในแต่ละวัน ทำให้เหนื่อยล้าจนทำลายการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ได้แก่ โรคลมหลับ และโรคขาอยู่ไม่สุข
ทั้งหมดนี้ต่างส่งผลกระทบต่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ที่รบกวนเช้าวันใหม่ของคุณ ทำให้รู้สึกเหนื่อยๆ เพลียๆ นั่นเอง อย่างไรก็ตามถ้าสิ่งเหล่านี้กระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราอย่างเรื้อรัง เราควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะไม่เช่นนั้นอาจเป็นปัญหาต่อระบบสมดุลภายในร่างกาย รวมถึงการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : CNN