อยู่ๆก็มี “รอยช้ำ จ้ำเลือด” เสี่ยงโรคเกล็ดเลือดต่ำ เช็กสัญญาณรีบพบแพทย์!
ความเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ อยู่คู่กับคนไทย จนภาวะร่างกายบางอย่างนำไปผูกติดกับความเชื่อ หนึ่งในนั้นรอยช้ำปริศนา ที่ขึ้นมาแม้ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุอะไร ซึ่งนั้นคือหนึ่งในสัญญาณเตือนโรคเกล็ดเลือดต่ำ ที่เสี่ยงที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้
โรคเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) เป็นภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเกล็ดเลือดที่ต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 400,000 เกล็ด/ไมโครลิตร ซึ่งภาวะเกล็ดเลือดต่ำจะเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะ ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเกล็ดเลือดได้ตามปกติ เช่น มะเร็งเมล็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง และเกล็ดเลือดที่ถูกสร้างมาได้ปกติ แต่ถูกทำลายหรือถูกใช้ไปมากกว่าปกติ ทำให้เกล็ดเลือดลดกว่าค่าปกติ
โรคเกล็ดเลือดต่ำ จะพบได้ทั้งในเด็กเล็ก และเด็กโต ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกระตุ้นให้สร้างสารแอนติบอดี้ มาจับ และมาทำลายเกล็ดเลือดของตนเอง โดยส่วนใหญ่จะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่อาจเกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส และการได้รับยาบางชนิด เช่น ยาที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาโรคมาลาเรีย หรือยาที่ใช้รักษาวัณโรค
อาการเสี่ยง โรคเกล็ดเลือดต่ำ
- รอยช้ำจ้ำเลือดตามร่างกาย หรือมีจุดแดงใต้ผิวหนัง โดยไม่ใช่เกิดจากอบุติเหตุ หรือกระทบกระแทก
- เลือดกำเดาออก
- เลือดออกตามไรฟัน
- มีประจำเดือนมากกว่าปกติ
- อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือระบบประสาท ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อย
การดูแลสุขภาพเมื่อเกล็ดเลือดต่ำ
- หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือการเล่นกีฬาที่อาจทำให้ได้รับแรงกระทบกระแทก เเล้วเลือดออกได้ง่าย เช่น ฟุตบอล มวย รักบี้
- พยายามรักษาเนื้อรักษาตัวให้ห่างไกลจากเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะมีเลือดออกทุกชนิด
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินซี โฟเลต และธาตุเหล็ก เพื่อช่วยเสริมสร้างการผลิตของเกล็ดเลือดให้แก่ร่างกาย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน และงดดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการทำฟัน และเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม ห้ามใช้ไหมขัดฟัน
- หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกหรือจามแรงๆ
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโปรเฟน (Ibuprofen)
อยู่ๆ มีรอยฟกช้ำปริศนาขึ้นตามตัว เตือน “โรคร้าย-ขาดวิตามิน”
การรักษาโรคเกล็ดเลือดต่ำ
แพทย์จะมีการซักประวัติเบื้องต้น เช่น ก่อนหน้านี้มีการติดเชื้อ หรือฉีดวัคซีนมาก่อน 2-4 สัปดาห์หรือไม่ และตรวจหาตวามสมบรูณ์ของเลือด หากผลเลือดไม่มีภาวะซีดหรือเม็ดเลือดขาวผิดปกติ แต่มีแต่ภาวะเกล็ดเลือดต่ำอย่างเดียว แพทย์อาจใช้ยาในกลุ่มยาสเตียรอยด์ ในการจับแอนตี้บอดี้ ซึ่งการตอบสนองต่อยาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย นอกจากนี้ยังมีการให้อิมมูโนโกลบูลินทางเส้นเลือด ซึ่งสามารถเพิ่มเกล็ดเลือดได้เร็วกว่าภายในเวลาประมาณ 1-2 วัน แต่จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดต่ำมากร่วมกับมีภาวะเลือดออกรุนแรง และต้องการให้เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน ผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวผิดปกติ หรือมีภาวะซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เพื่อยืนยันสาเหตุเกร็ดเลือดต่ำว่าเกิดจากอะไร เช่น การตรวจเจาะไขกระดูก เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาให้ตรงตามสาเหตุของผู้ป่วยในแต่ละราย
อย่างไรก็ตามหากสงสัยว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้ หรืออาจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล
“สิวที่หลัง” แต่ละชนิดรับมืออย่างไร ? เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ผิวแห้งคันเป็นขุย เกิดจากอะไร? ปัญหาผิวหนังปล่อยทิ้งไว้อาจอักเสบได้!