"โรคแบคทีเรียกินเนื้อ”สาเหตุนางแบบสาวถูกตัดขาหลังแผลโดนน้ำทะเล
ทำความรู้จักโรคเนื้อตาย (necrotizing fasciitis) และ “โรคแบคทีเรียกินเนื้อ” หลังพบเคสนางแบบสาว วัย 33 ปี ถูกตัดหลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลนาน 5 เดือน สาเหตุจากบาดแผลเล็กๆ ที่ขาและโดนน้ำทะเลขณะเดินทางไปพักผ่อน ด้าน หมอแล็บแพนด้า “ยันที่ไทยก็มี” เผยอาการเริ่มแรก วิธีป้องกันโรค
ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า แชร์โพสต์ของเพจ facebook World Forum ข่าวสารต่างประเทศ กรณี นางแบบสหรัฐถูกตัดขา จาก
แบคทีเรียกินเนื้อ
ซึ่งมีเนื้อหาว่า นางแบบสาว เจนนิเฟอร์ บาร์โลว์ วัย 33 ปี ถูกตัดขา 1 ข้างจากแบคทีเรียกินเนื้อ เธออยู่โรงพยาบาล 5 เดือน เธอทำงานในสังกัดกรมสารสนเทศกองทัพสหรัฐฯ เธอเชื่อว่าแบคทีเรียเริ่มต้นจากบาดแผลเล็กๆ ที่ขาของเธอ และโดนน้ำทะเลขณะเดินทางไปพักผ่อนที่บาฮามาส การติดเชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเลวร้ายมาก
เจนนิเฟอร์ เธอมีสุขภาพแข็งแรงมาก ชอบการออกกำลังกาย เดือนมกราคมปี 2023 เธอกลับมาจากพักผ่อนที่บาฮามาส เธอกลับถึงบ้านเมืองแอตแลนตา บาร์โลว์ เริ่มรู้สึกไม่สบายเล็กน้อย มีอาการอ่อนเพลีย เธอนอนอยู่บนเตียง 4 วัน จากนั้นเริ่มสังเกตเห็น เข่าขวาของเธอเริ่มบวมขึ้ม เป็นสีแดงเข้ม เมื่อจับดูรู้สึกร้อน ขาเธอบวมมากกว่า 3 เท่าของขาข้างซ้าย จากนั้นได้ไปหาหมอแถวบ้าน หมอรักษาให้ยาแก้ปวด และ ไม้ค้ำยัน ให้เธอกลับบ้านแต่ขาเธอบวมขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดเธอเรียกว่าขายักษ์ เธอได้หมดสติในพื้นห้องครัว พี่ชายนำส่งโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์โจเซฟ แม็กซ์เวลล์ เคลแลนด์ แอตแลนตา เวอร์จิเนีย
23 มกราคม ผลการตรวจ พบว่าบาร์โลว์มีภาวะติดเชื้อรุนแรง บาร์โลว์อยู่ในภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของภาวะติดเชื้อ และมีภาวะไตวายและเป็นสัญญาณของตับวาย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แพทย์ใช้ยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต
แพทย์แจ้ง การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเนื้อตาย (necrotizing fasciitis)ซึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบไม่บ่อย "โรคแบคทีเรียกินเนื้อ”การติดเชื้อลึกลงไปใต้ผิวหนังจนถึงเยื่อบุของกล้ามเนื้อ และลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งแบคทีเรียจะทำลายเนื้อเยื่อแพทย์ต้องผ่าตัดใหญ่ เอาเนื้อเยื่อส่วนที่ตายทั้งหมดออกไป บาร์โลว์ อยู่ในอาการโคมา 10 วัน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาพบว่าถูกผ่าตัดไปแล้ว 12 ครั้ง ต่อมา มีการผ่าตัดเพิ่มเติมตามมาเรื่อยๆ บาร์โลว์บอกว่าเธอเข้ารับการผ่าตัดทั้งหมดเกือบ 30 ครั้ง แต่ไม่สามารถรักษาขาได้ ขาของเธอเกือบทั้งขาถูกตัดออกในเดือนมีนาคม 2023
บาร์โลว์ เธอกลับถึงบ้านเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม เธอกำลังเรียนรู้การใช้ชีวิตใหม่ในแต่ละวัน (ผู้พิการสูญเสียขา) เธอ ขอบคุณเพื่อนๆ และเพื่อนบ้านที่ทำให้เธอมีชีวิตเหมือนปกติมากที่สุด
- ระวังเรื่องบาดแผล แม้แต่เล็กน้อย เวลาลงน้ำ
- หากป่วยอ่อนล้า มีอาการคล้ายในโพสให้รีบพบแพทย์
- บันทึกของ CDC แม้จะได้รับการรักษาผู้ป่วยมากถึง 20% เสียชีวิต
- คนมีโรคประจำตัว สุขภาพไม่ดี เชื้อจะรุนแรงมาก
ด้าน ทนพ.ภาคภูมิ ระบุว่า โรคเนื้อเน่า หรือแบคทีเรียกินเนื้อคน (Necrotizing fasciitis) บ้านเราก็มีนะครับ ส่วนใหญ่จะเกิดที่ขาและเท้า เพราะชาวไร่ชาวนาต้องเดินลุยนาข้าว ลุยพงหญ้า ทำให้มีแผลใบไม้ใบหญ้าบาด เปลือกหอยบาด กิ่งไม้ตำ พอเป็นแผลเล็กๆก็เลยไม่ได้สนใจทำความสะอาด บางคนก็ไปหาสมุนไพรมาพอกแผลเอง บ้างก็ย่ำโคลนตอนทำนา เชื้อโรคมันก็เลยเข้าไปในแผลได้ ทำให้อักเสบ ผิวหนังจะออกคล้ำๆ ลุกลาม หรือเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ตายก็มีครับ
“ติดเชื้อในกระแสเลือด”ระบบภูมิคุ้มกันตก อันตรายนำไปสู่การเสียชีวิตได้
รู้จักโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน (Necrotizing fasciitis)
แบคทีเรียกินเนื้อคน เกิดจากสาเหตุการเดินเท้าเปล่า ลุยโคลน โดนเปลือกหอย หรือเศษไม้ตำเท้า เศษแก้วบาด โดยเชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนังหรือกระแสเลือดผ่านทางแผลที่ถูกบาด แผลถลอก รอยข่วน แมลงกัดต่อย บาดแผลไฟไหม้ การใช้เข็มฉีดยา หรือแผลผ่าตัด หากไม่ได้ดูแลรักษาแผลให้ดี อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
อาการของโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน
- ผู้ป่วยจะมีอาการร้อนบริเวณผิวหนัง ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง เกิดการบวมอย่างรวดเร็ว
- รู้สึกปวดบาดแผลมากกว่าปกติ โดยอาการปวดไม่สัมพันธ์กับขนาดแผลที่เกิดขึ้น
- ปวดแขน/ขา ตึงบริเวณกล้ามเนื้อ
- มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีเหงื่อออก อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือท้องเสีย เป็นต้น
- เกิดภาวะขาดน้ำ โดยมีอาการ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย
- หากมีไข้สูง มีอาการปวด และกดเจ็บบริเวณแผล มีผื่นพุพอง และผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคจะมีม่วงคล้ำ หรือถุงน้ำอย่างรวดเร็ว จะต้องรีบให้การรักษาทันที เพราะอาจทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นนั่นเอง ตำแหน่งของโรคมักเกิดที่ขา เท้า หากลุกลามมากขึ้นจะเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจติดเชื้อในกระแสเลือด หรือไตวายได้
กลุ่มเสี่ยงต่อภาวะโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน
- พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ เกษตรกรดำนาไม่สวมใส่รองเท้า มีบาดแผลตามร่างกายและได้รับสิ่งสกปรกเข้าไป
- กลุ่มผู้ที่ใช้ยา Steroid
- กลุ่มผู้ป่วยโรคผิวหนัง อาจเกิดหลังจากป่วยเป็นโรคไข้สุกใส
- กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว เช่น ติดสุรา ติดยาเสพติด โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัณโรค เป็นต้น
- กลุ่มผู้ที่มีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ แล้วไม่มีการทำความสะอาดดูแลแผลให้ดี หรือไม่ถูกต้องจนการติดเชื้อลุกลาม
หยุดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่ายๆ แค่รักษาให้ตรงจุด
- ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยโดยด่วน และทำการรักษาทันที เพื่อตรวจสอบอาการ และผ่าตัดเอาเนื้อที่ติดเชื้อออกให้มากที่สุด เพื่อเอาหนองและตัดเนื้อเยื่อที่ตายออก หากติดเชื้อรุนแรงอาจจำเป็นต้องตัดอวัยวะนั้นออก
- ผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะหลายชนิดร่วมกันทางหลอดเลือดดำ และยาควบคุมความดันโลหิต รวมทั้งสารภูมิคุ้มกันอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อภาวะติดเชื้อ
- ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่เสียหายหรือตายออก เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ อาจต้องตัดแขนหรือขาหากเชื้อลุกลามขั้นรุนแรง
- ให้ผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ ในกรณีเชื้อลุกลามเข้ากระแสเลือดจนเกิดภาวะ SHOCK
- ให้ผู้ป่วยสูดออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เพื่อช่วยรักษาเนื้อเยื่อที่ปกติ
- ถ่ายเลือดให้ผู้ป่วย ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้
หากมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ซึ่งอาจใช้เวลารักษาตัวนานหลายสัปดาห์ และอาจต้องแยกห้องรักษากับผู้ป่วยอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ และหลังการรักษา ผู้ป่วยบางรายที่ต้องตัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกไปปริมาณมากหรือต้องตัดแขนขา อาจต้องผ่าตัดเพื่อตกแต่งบาดแผล และผู้ป่วยที่พิการจะต้องทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสภาพของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทให้กลับมาทำงานใกล้เคียงปกติมากที่สุด
โรคแบคทีเรียกินเนื้อคนป้องกันได้
- เกษตรกรที่ดำนา หากมีแผลตามร่างกาย ไม่ควรลุยโคลนด้วยเท้าเปล่า ควรดูแลบาดแผลให้สะอาดถูกสุขอนามัย และใส่ยาปฏิชีวนะรักษาแผลตามความเหมาะสม
- เมื่อมีแผล ต้องทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดทันที ซับด้วยผ้าสะอาด
- ทำความสะอาดแผลทุกวัน และใช้อุปกรณ์ทำแผลที่สะอาด
- เลี่ยงการใช้สระน้ำ และอ่างอาบน้ำร่วมกัน
- ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที เพื่อตรวจรักษาอาการต่อไป
- หากมีไข้ ปวด บวม แดง แสบร้อน บริเวณที่เป็นแผล ควรรีบพบแพทย์ทันที
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เส้นประสาท กล้ามเนื้อและหลอดเลือดถูกทำลาย ถึงขั้นตัดอวัยวะทิ้ง หากอวัยวะในร่างกายไม่ตอบสนองก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีแผลเป็นหรืออาจมีโอกาสพิการแขนขาได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก :โรงพยาบาลพญาไท,หมอแล็บแพนด้า และ World Forum ข่าวสารต่างประเทศ
ภาพจาก : Shutterstock
เตือนใช้ “หลอดเก็บเลือด” ใส่น้ำ-อาหาร เสี่ยงรับสารปนเปื้อนแม้ล้างแล้ว
พิษ “หมึกบลูริง”อันตรายกว่าพิษงูเห่าถึง 20 เท่า-คร่าชีวิตภายใน2-3 นาที