พิษ “หมึกบลูริง”อันตรายกว่าพิษงูเห่าถึง 20 เท่า-คร่าชีวิตภายใน2-3 นาที
จากกรณีผู้ใช้ Facebook โพสต์ถามสายพันธ์ปลาหมึกที่พบในร้านปิ้งย่างที่มีลักษณะไม่เหมือนหมึกที่เคยบริโภค ขณะที่โซเชียลแห่ยืนยันเป็น"หมึกบลูริง" ด้าน อ.เจษฎ์ เตือนห้ามกินเพราะพิษอันตรายแม้ผ่านความร้อนแล้ว ชวนรู้จักลักษณะและพิษร้ายแรงของหมึกบลูริง ที่ยังไม่มียารักษา
ผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งโพสต์ภาพปลาหมึกที่มีลายวงกลมเล็กๆอยู่รอบตัวลงกลุ่ม นี่ตัวอะไร และกลุ่ม siamensis.org เพื่อสอบถามว่า ใช่ "หมึกบลูริง" หนึ่งในสัตว์น้ำที่มีพิษร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเจอหมึกดังกล่าวที่ร้านอาหารปิ้งย่างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย
ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า คอมเมนต์เสียงเป็นเอกฉันท์ มันคือ blue-ringed octopus หมึกสายวงน้ำเงิน ที่มีพิษร้ายแรง
ห้ามนำมาบริโภคเด็ดขาด แม้ว่าจะนำไปประกอบอาหารผ่านความร้อนแล้วก็ตาม เพราะสารพิษของมันทนความร้อนสูงได้
จากนั้นผู้โพสต์ได้อัปเดตเพิ่มเติมว่า เพื่อนที่ประสบเหตุได้ติดต่อแจ้งทางร้าน ร้านบอกว่าไม่มีพิษและมี QC และยังริบของกลาง จากนั้นเพื่อนได้ไปพบแพทย์ ด้วยอาการแน่นหน้าอก อาเจียน แต่ต้องเฝ้าดูอาการ เพราะไม่มีหมึกเป็นตัวมาให้หมอ กระทั่งผ่านไปราว ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อนเจ้าของโพสต์เริ่มอาเจียนหนัก ส่วนแฟนเจ้าของโพสต์ที่ไปกินด้วยกันก็เริ่มแน่นหน้าอก โชคดีที่ถึงมือหมอแล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ขณะที่ญาติของผู้ประสบเหตุได้เดินทางไปที่ร้านอาหารดังกล่าว เพื่อไปสอบถามข้อเท็จจริงว่าร้านนำหมึกมีพิษมาให้ลูกค้ากินได้อย่างไร ทางร้านมีทีท่ากลับคำพูด จากตอนแรกบอกว่าเป็นหมึกไม่มีพิษและทิ้งไปแล้ว กลายเป็นยินดีที่จะรับผิดชอบ
ขณะที่ข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก่อนหน้านี้เตือนให้ระวังเจออันตรายจากหมึกบลูริง ที่ออกมาเป็นข่าวอยู่เรื่อยๆว่า ระบุมีพิษอันตรายมาก แม้ปรุงสุกก็ไม่สลาย ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษใดๆ ต่อต้านได้
อันตรายจากหมึกบลูริง
หมึกสายวงน้ำเงิน หรือ หมึกบลูริง เป็นหมึกในสกุล Hapalochlaena อันดับหมึกยักษ์ จัดเป็นหมึกขนาดเล็กจำพวกหนึ่ง มีจุดเด่น คือสีสันตามลำตัวที่เป็นจุดวงกลมคล้ายแหวนสีน้ำเงินหรือสีม่วงซึ่งสามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม ตัดพื้นลำตัวสีขาวหรือเขียว หมึกบลูริง เป็นหมึกที่มีพิษทั้งจากการกัด หรือต่อยเหยื่อ เพื่อฉีดพิษเข้าสู่ร่างของเหยื่อ และหากมีสัตว์หรือคนไปสัมผัสกับหมึกบลูริง ก็อาจได้รับสารพิษจากตัวหมึกเองได้ ในน่านน้ำของประเทศไทยนั้นมีหมึกสายวงน้ำเงินอย่างน้อย 1 สปีชีส์ (จากทั้งหมด 3-4 สปีชีส์) คือ Hapalochlaena maculosa สามารถพบได้ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย
วิธีการสังเกตความแตกต่างระหว่างหมึกอิกคิวที่ไม่มีพิษกับ หมึกบลูริง หมึกมีพิษ
- หมึกอิกคิว จะมีลายวงแหวนที่ลำตัว 1-2 วง รับประทานได้ไม่มีพิษ
- หมึกบลูริง มีพิษห้ามกิน สังเกตที่ลำตัวขนาดเล็ก 4-5 ซม., หนวด ยาวประมาณ 15 ซม.มีลายวงแหวนสีฟ้าสะท้อนแสงเล็ก ๆ ตามลำตัวและหนวด
พิษของหมึกสายวงน้ำเงินเกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของมัน ซึ่งเป็นแบคทีเรียสกุล Bacillus และ Pseudomonas นอกจากนี้ยังพบพิษได้ในไข่ของหมึกด้วย นอกจากนี้ พิษของหมึกบลูริงยังทนต่อความร้อนสูงถึง 200 องศา ดังนั้นการการปรุงอาหารธรรมดา จึงไม่สามารถลดพิษของหมึกบลูริงได้
เตือนใช้ “หลอดเก็บเลือด” ใส่น้ำ-อาหาร เสี่ยงรับสารปนเปื้อนแม้ล้างแล้ว
พิษของหมึกบลูริง รุนแรงแค่ไหน?
หมึกบลูริง นับเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แรงกว่างูทะเลหลายเท่า และยังแรงกว่าพิษงูเห่าถึง 20 เท่า สารพิษของหมึกสายวงน้ำเงินนั้น เรียกว่า เตโตรโดท็อกซิน (tetrodotoxin) เป็นพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า และอาจทำให้ผู้ที่ได้รับพิษมีอาการ ดังนี้
- หายใจไม่ออก
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- กระบังลมเป็นอัมพาตในทันที ทำให้ไม่สามารถนำอากาศเข้าสู่ปอดได้
- อาจเสียชีวิตภายใน 2-3 นาที
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การปฐมพยาบาล ต้องหาวิธีนำอากาศเข้าสู่ปอด เช่น เป่าปาก จากนั้นต้องรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าช่วยชีวิตเป็นผล ผู้ป่วยจะฟื้นเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง เว้นแต่ว่าจะขาดอากาศนานเกินไปจนสมองตาย ทั้งนี้พิษของหมึกบลูริง ไม่มียารักษาโดยตรง คนที่ได้รับพิษจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ ICU จนกว่าพิษจะสลายไปเอง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันดีอาจรอดปลอดภัย แต่หากใครภูมิคุ้มกันไม่ดีมาก ร่างกายสู้ไม่ไหว ก็อาจเกิดภาวะระบบการหายใจล้มเหลวจนเสียชีวิตลงได้ในที่สุด
การป้องกันที่ดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัส รับประทานหมึกบลูริงโดยสิ้นเชิง และควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ไม่ทราบที่มาที่ไป หรือชนิดของอาหารที่ขายจะดีที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิ แม่ฟ้าหลวง และ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์
ภาพจาก : Shutterstock
รู้จัก “สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์” หลังเหตุเพลิงไหม้ท่าเรือแหลมฉบัง
เตือน! “ฝีดาษลิง” กทม. 3 วันพบ 10 ราย พุ่งเดือนละ 40 ราย เร่งสอบสวนโรค