8 ข้อต้องรู้ “ไข้เลือดออก” ยิ่งเป็นซ้ำยิ่งรุนแรงอันตรายเสี่ยงชีวิต
ไข้เลือดออก ระบาดสูงขึ้นทั่วโลกกว่า 30 เท่า พาหนะนำโรคคือยุงลายที่ทุกคนมีสิทธิไข้เลือดออกเดงกีได้ไม่ต่างกัน ยิ่งเป็นซ้ำยิ่งอันตราย!
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก รายงานว่าในแต่ละปีมีผู้ที่ติดเชื้อไข้เลือดออกมากถึง 400 ล้านคนทั่วโลก โดยประมาณ 100 ล้านคนมีอาการป่วยจากการติดเชื้อ และ 40,000 คนเสียชีวิตจากไข้เลือดออกที่อาการรุนแรง
ขณะที่สถิติของไทยล่าสุดมีผู้ป่วยราว 91,979 ราย อัตราป่วย 139.09 ต่อประชากรแสนคน ผู้เสียชีวิต 93 ราย จาก 44 จังหวัด อัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 0.1 เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละกว่า 5,000 ราย มากกว่า 3 เท่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นโรคที่ติดต่อจากยุงลายที่ไม่ควรมองข้ามเพราะใครก็โดยยุงกัดได้!
8 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออก
อัตราการติดโรคไข้เลือดออกเพิ่มสูงขึ้นกว่า 30 เท่า
ไข้เลือดออกมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 50 ปีก่อนถึง 30 เท่า ก่อนปี ค.ศ. 1970 มีเพียง 9 ประเทศที่พบการระบาดของไข้เลือดออก แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของไข้เลือดออกถึง 129 ประเทศทั่วโลก เท่ากับว่าประชากรทั่วโลกเสี่ยงมีความเสี่ยงติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปสหรัฐอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และหมู่เกาะแปซิฟิก ยิ่งในทวีปเอเชียของเรา ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อไข้เลือดออกถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว
ชุมชนเพิ่ม การระบาดของไข้เลือดออกก็เพิ่มตาม
ชุมชนเมืองที่ประชากรอยู่อาศัยกันหนาแน่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุงลายนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว ก็สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสเดงกีได้ไกลและกว้างขึ้น จากการเดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ประกอบกับภาวะโลกร้อน เมื่ออุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้น สภาพความชื้นและความอบอุ่นที่เกิดขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การเจริญเติบโตของยุงก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ไข้เลือดออกเดงกีมี 4 สายพันธุ์
ประกอบด้วย DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยส่วนใหญ่แล้วไข้เลือดออกเดงกีมักไม่มีอาการแสดงหรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายก็สามารถเกิดเป็นไข้เลือดออกเดงกีชนิดรุนแรงได้
สัญญาณเตือนอันตราย
- ปวดท้องอย่างรุนแรง
- อาเจียนมาก อาเจียนต่อเนื่อง
- หายใจเร็ว
- เลือดออกบริเวณเหงือก
- รู้สึกเหนื่อยมากอ่อนเพลีย
- อาเจียนมีเลือดปน
เป็นแล้วติดซ้ำได้มากถึง 4 ครั้ง
เพราะเชื้อไวรัสไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ และการระบาดก็จะสลับหมุนเวียนไป ทำให้ในแต่ละปีมีสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดแตกต่างกันออกไป กรณีที่เราเคยเป็นไข้เลือดออกชนิดหนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกีแค่ชนิดที่ติดเท่านั้น ฉะนั้นเราจึงมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกอีก 3 สายพันธุ์ได้ ทำให้ตลอดชีวิตของเราสามารถที่จะติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีได้มากถึง 4 ครั้งนั่นเอง
ติดซ้ำอาการรุนแรงมากกว่าเดิม
หากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีครั้งที่ 2 เกิดจากสายพันธุ์ชนิดที่แตกต่างจากเดิม อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะในการได้รับเชื้อไข้เลือดออกในครั้งแรกร่างกายของเราจะมีระบบภูมิคุ้มกันโดยการสร้างภูมิต้านทานออกมาต่อสู้กับการเชื้อไวรัส แต่ภูมิต้านทานไม่ได้อยู่ถาวรหรือป้องกันชนิดอื่นๆ สามารถป้องกันได้เพียงสายพันธุ์ที่เคยติดมาแล้ว เมื่อได้รับเชื้อไข้เลือดออกซ้ำในครั้งที่สองแต่คนละสายพันธุ์ภูมิต้านของเราในร่างกายเราจึงเกิดอาการสับสน และทำงานได้ไม่ดีพอ ไม่สามารถสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างทันเวลา จึงเป็นผลให้การติดเชื้อในครั้งที่ 2 มีอาการรุนแรงมากกว่า และอันตรายถึงชีวิตมากกว่า
ไข้เลือดออก ติดได้ ไม่เลือกคน
ยุงลาย คือพาหะนำโรคไข้เลือดออกเดงกี และถูกนับว่าเป็นพาหะที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุดในโลก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใด หากมียุงลายก็มีโอกาสเสี่ยง หรือย้ำชัดๆ ว่าเราทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกีได้ตลอดเวลา
“ไข้หวัดใหญ่”สูงต่อเนื่อง ด้าน “ไข้เลือดออก” ชะลอตัวแต่อัตราป่วยตายสูง
ไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
ปัจจุบันจะยังไม่มียาสำหรับรักษาโรคไข้เลือดออกแบบเฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการและความรุนแรงของโรค นอกเหนือจากการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด หรือ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงแล้ว ยังมีอีกวิธีที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ นั่นก็คือ การฉีด “วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก” ซึ่งมี 2 ชนิด
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 3 เข็ม (Dengvaxia)
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ชนิด 2 เข็ม (QDenga)
ไข้เลือดออกซื้อยากินเองอันตรายถึงชีวิต
กรมควบคุมโรคเผย หากประชาชน มีอาการไข้สูงลอย ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง กระหายน้ำ หรือมีจุดเลือดออกที่ลำตัว และแขน ขา ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโครฟีแนก แอสไพริน รวมถึงยาชุด มีผลทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารและยากต่อการรักษา เสี่ยงต่อการเสียชีวิต หรือรับประทานยาหรือเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลด หรือลดแล้วไข้กลับมาสูงอีก ควรรีบไปพบแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท และ กรมควบคุมโรค
ภาพจาก : shutterstock
สธ.เผย“ไข้เลือดออก” ยังน่าห่วง ป่วยเพิ่มราว 5,000 รายต่อสัปดาห์
"ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก" ระบาดหลายประเทศ สธ.ยันยังไม่พบในไทย