3 นิสัย “วัยทำงาน” เสี่ยงกลุ่มโรคNCDs เรื้อรังอัตราเสียชีวิตสูง
แค่ใช้ชีวิตเหมือนเดิมก็เสี่ยงโรคได้! เช็กเลยหากคุณเป็นพวกบ้างานมากกว่ารักสุขภาพและปาร์ตี้หนักทุกสัปดาห์ คุณอาจเสี่ยงโรคNCDsได้!
NCDs หรือ Non-communicable diseases เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ ดังนั้นในเมื่อไม่ใช่โรคติดต่อการเกิดโรค NCDs นั้นจึงเกิดจากตัวบุคคลหรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนนั่นเอง จากสถิติ โรค NCDs เป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุด หรือมากกว่า 300,000 คนต่อปีในประเทศไทย ซึ่งอาการของโรคในกลุ่ม NCDs จะไม่แสดงออกมาทันทีทันใด แต่จะเป็นในลักษณะค่อยๆ
สะสมจนเมื่อเป็นแบบเรื้อรังแล้วอาการของโรคจึงแสดงออกมา ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติในร่างกายจนกระทั่งโรคดำเนินไปจนร่างกายเสื่อมสภาพ
ไลฟ์สไตล์สุดเสี่ยงโรค NCDs
- รักงานมากกว่าสุขภาพ สำหรับคนที่ชอบทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ มักจะมีพฤติกรรมตอนเช้าเร่งรีบจนลืมทานอาหารเช้าหรือทานบ้างแต่ซื้อเอาที่สะดวก กลางวันติดประชุมซื้อของตามร้านสะดวกซื้อกิน ตกเย็นอยากผ่อนคลายด้วยพิซซ่ามื้อใหญ่แล้วกลับไปทำงานต่อจนดึกดื่น นอนน้อย เครียด ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไลฟ์สไตล์แบบนี้เสี่ยงกับโรค NCDs แน่นอน และกลุ่มโรคเสี่ยงหลักเลยคือ หลอดเลือดสมองและหัวใจ, อ้วนลงพุง, ความดันโลหิตสูง, มะเร็ง และเบาหวาน
- กินให้หายเหนื่อย ถ้าความสุขของคุณคือการกิน และไม่เลือกกินอาหารชื่นชอบอาหารไขมันสูง หวาน มัน เค็มและรสจัด ซึ่งพฤติกรรมไม่เลือกกินแบบนี้ระวังจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, หลอดเลือดสมองและหัวใจ
โรค NCDs สาเหตุการตายอันดับ 1 ของโลก พบไทยป่วยสูง 14 ล้านคน
- ปาร์ตี้บ่อย สำหรับคนที่ชอบเที่ยวกลางคืน รวมถึงสิงห์รมควันทั้งหลาย พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์แทนน้ำเปล่า แข่งกันคอแข็งคอทองแดง ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดเพื่อน ฉลองเรียนจบ รุ่นพี่เพิ่งอกหัก ได้งานใหม่ หรือวันศุกร์หรรษา มีเรื่องให้ต้องไปแดนซ์ไปเมาเฮฮาปาร์ตี้ตลอดแบบนี้ คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง, มะเร็ง, ถุงลมโป่งพอง และหลอดเลือดสมองและหัวใจ
ทั้งนี้วิธีการหลีกหนีโรคเรื้อรังต่างๆ ควรเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพบ้างในบางมื้อ และทุกมื้อควรรับประทานให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารลดจัด หวานมันเค็ม รวมทั้งอาหารโซเดียมและไขมันสูง หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ที่สำคัญควรตรวจสุขภาพตามวงรอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงก่อโรคต่างๆ
อ่านต่อที่ : โรงพยาบาลเปาโล
ภาพจาก : shutterstockและfreepik