รักษามะเร็งปอด ด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง (VATS) โอกาสหายเกือบ100%
การรักษามะเร็งปอดนั้นมี 3 วิธีการหลัก ๆ คือ ผ่าตัด เคมีบำบัด และ ฉายแสง ซึ่งหากพบเร็วก็มีโอกาสหายสูงมากขึ้น
โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มมะเร็งทั้งหมดมาตั้งแต่อดีต แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีคัดกรองมะเร็งปอด (Lung Cancer Screening Program) ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Low Dose CT) ทำให้คนไข้หรือผู้ที่สุ่มเสี่ยงสามารถตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำมากขึ้นทำให้สามารจตรวจพบเซลล์มะเร็งปอดได้เร็วขึ้นในระยะที่ 1 หรือ 2 ซึ่งคนไข้ในกลุ่มนี้สามารถได้รับการรักษาให้หายขาดด้วยการผ่าตัดส่องกล้องตัดปอดกลีบที่มีมะเร็งออกไปทั้งกลีบ (VATS Lobectomy) ได้
รักษามะเร็งปอดตามระยะ
การรักษามะเร็งปอดนั้นมี 3 วิธีการหลัก ๆ คือ ผ่าตัด เคมีบำบัด และ ฉายแสง โดยขึ้นอยู่กับระยะของโรคเมื่อตรวจพบ ซึ่งแบ่งเป็นระยะได้ดังนี้
- มะเร็งปอด ระยะที่ 1 ในระยะแรกนี้มะเร็งก้อนเล็กกว่า 3 เซนติเมตรและอยู่ในเนื้อปอดเท่านั้น ในคนไข้กลุ่มนี้เราสามารถรักษาโดยผ่าตัดได้เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องรับเคมีบำบัดและฉายแสง โดยเฉพาะหากตรวจพบในระยะก้อนเล็กกว่า 1 เซนติเมตร หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดชีวิตเกิน 5 ปีหรือหายขาดได้สูงถึง 92%
- มะเร็งปอด ระยะที่ 2 ในระยะนี้ก้อนมะเร็งจะใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร หรือ แพร่ไปที่ต่อมน้ำเหลืองในเนื้อปอดแต่ยังไม่ผ่านขั้วปอดในคนไข้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รักษาโดยการผ่าตัดเป็นหลัก และอาจจะได้รับหรือไม่ได้รับเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับผู้ป่วยเป็นกรณีไป
- มะเร็งปอด ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามไปอวัยวะอื่นในช่องอกหรือแพร่ผ่านต่อมน้ำเหลืองขั้วปอดในคนไข้กลุ่มนี้การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่เคมีบำบัดหรือภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นหลัก โดยร่วมกับผ่าตัดและฉายแสงเป็นกรณีไป
- มะเร็งปอด ระยะที่ 4 มะเร็งกระจายไปอวัยวะอื่นหรือมีน้ำในช่องอกจากเชื้อมะเร็ง ในคนไข้กลุ่มนี้จะได้รับการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อบรรเทาอาการ โดยอาจมีการผ่าตัดเพื่อทุเลาอาการหากจำเป็น
การผ่าตัดส่องกล้อง (VATS)
ในกลุ่มมะเร็งปอดระยะที่ 1 และ 2 สามารถผ่าตัดปอดออกทั้งกลีบ (Lobectomy) หรือผ่าตัดน้อยกว่าทั้งกลีบ (Sublobar Resection) ด้วยการส่องกล้อง หรือ Video – Assisted Thoracic Surgery (VATS) โดยมีความแตกต่างกับการผ่าตัดเปิดช่องอกแบบเดิม (Thoracotomy) ในประเด็นหลักคือ การไม่ใช้เครื่องถ่างขยายซี่โครง (Rib Spreader) ซึ่งการใช้เครื่องถ่างขยายซี่โครงเปิดช่องอกนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยได้หลายปัจจัย เช่น ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดสูงขึ้น ขนาดแผลใหญ่ กลับไปทำงานได้ช้าลง โอกาสปวดร้าวหรือชาตามเส้นประสาทในระยะยาวสูงขึ้น เวลาพักฟื้นเพื่อรับเคมีบำบัดนานขึ้น ระยะเวลาที่นอนโรงพยาบาลสูง 5 – 7 วันเทียบกับ 2 – 3 วันสำหรับผ่าตัดส่องกล้อง เป็นต้น 3,4
ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาก ทำให้ความคมชัดของกล้องมากขึ้นและกล้องขนาดเล็กลงเพียง 5 มิลลิเมตร ทำให้ในปัจจุบันผลแทรกซ้อนของการผ่าตัดส่องกล้องต่ำกว่าจากการผ่าตัดแบบเปิดช่องอก3 การผ่าตัดส่องกล้องจึงเป็นที่นิยมสูง โดยเทคนิคการผ่าตัดแบบส่องกล้องนั้น มีได้ทั้งผ่าตัดแบบ 3 แผล (Three Ports), 2 แผล (Two Ports) และ แผลเดียว (Uniport) โดยการเลือกผ่าตัดชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัดและลักษณะโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ส่วนการที่จะเลือกทำการผ่าตัดเป็นทั้งกลีบหรือน้อยกว่าทั้งกลีบนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของมะเร็ง การทำงานทางปอดของผู้ป่วย อายุ เป็นต้น โดยจะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
มะเร็งปอดระยะสุดท้าย อาการ-วิธีรักษาและโอกาสรอดชีวิต
การผ่าตัดแบบเปิดช่องอก (Thoracotomy)
ในกลุ่มมะเร็งปอดระยะที่ 3 โดยคนไข้ในกลุ่มนี้ตัวโรคมีการลุกลามไปอวัยวะอื่นในช่องอกหรือมาพิจารณาผ่าตัดหลังจากที่ได้รับเคมีบำบัด การผ่าตัดแบบเปิดช่องอกจะมีประโยชน์สำหรับคนไข้กลุ่มนี้เนื่องจากมีโอกาสที่ต้องนำปอดออกทั้งข้าง (Pneumonectomy) หรือต้องทำการการตัดต่อเส้นเลือดหรือหลอดลม (Sleeve Resection) ซึ่งการผ่าตัดเหล่านี้มีความซับซ้อนสูงกว่าการผ่าตัดกลีบปอดออกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่เหมาะสมเราสามารถทำการผ่าตัดด้วย Robotic Assisted Thoracic Surgery (RATS) ได้ ซึ่งการใช้แขนกลของ Robot ทำให้เราสามารถควบคุมบริเวณที่ซับซ้อนได้เช่นเดียวกับผ่าตัดเปิดช่องอกแต่ไม่ต้องเปิดแผลขนาดใหญ่และใช้เครื่องถ่างขยายปอด
จะเห็นได้ว่าการรู้ทันโรคเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เรามีโอกาสรอดชีวิตจากโรคร้าย ฉะนั้นไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพและการตรวจสุขภาพประจำปี หากมีความผิดปกติ เช่นเสียงแหบ น้ำหนักลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไอเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป อีกทั้งมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วม เช่นสูบบุหรี่ หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็ง ควรรีบพบแพทย์ในทันที
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ
ภาพจาก : Freepik
สัญญาณแรกมะเร็งปอด ไอเรื้อรังติดต่อกัน 2 สัปดาห์ไม่ควรมองข้าม!