ป่วยอีสุกอีใสมาก่อนต้องระวังงูสวัด เผยอาการแทรกซ้อนอันตราย!
โรคปลายประสาทชนิดหนึ่งที่เกิกบริเวณผิวหนัง ที่คนพักผ่อนน้อยต้องระวังคือ โรคงูสวัด ที่เกิดจากไวรัสชนิดเดียวกับอีสุกอีใส
งูสวัด โรคปลายประสาทที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ทำให้มีอาการอักเสบของเส้นประสาท และมักเกิดกับผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน เนื่องจากเชื้อหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท ส่วนใหญ่จะใช้เวลานานหลายปี โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เมื่อไหร่ที่มีปัจจัยร่วม เช่น อายุที่มากขึ้น ภูมิคุ้มกันต่ำลง พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน
เชื้อที่แฝงตัวอยู่ก็จะแบ่งตัวกระตุ้นให้ไวรัสชนิดดังกล่าวก่อโรคงูสวัดขึ้นมาได้
ลักษณะผื่นงูสวัดและอีสุกอีใส
- โรคงูสวัด ผื่นแดงคันตามแนวปมประสาท เช่น เอว แขน ขา จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสและแห้งตกสะเก็ด อาการจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์
- โรคอีสุกอีใส ตุ่มน้ำขนาดเล็ก กระจายทั่วร่างกาย พบบ่อยในเด็กอายุน้อย โดยเกิดจากเชื้อ VZV โรคนี้จะเป็นเพียงครั้งเดียวและไม่เป็นซ้ำอีก แต่มีอาจเป็นงูสวัดในอนาคตได้
ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสเป็นงูสวัดได้ไหม ?
อย่างที่บอกว่านอกจากเป็นเกิดจากเชื้ออีสุกอีใสที่ซ่อนอยู่ ยังสามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสบริเวณผื่น โดยระยะที่ติดต่อเป็นระยะช่วงที่มีผื่น ตุ่มน้ำใส และตกสะเก็ด ในรายที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ถ้าไปสัมผัสกับคนไข้ที่เป็นงูสวัดก็จะเป็นโรคอีสุกอีใส ไม่ใช่งูสวัด
ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด
- ติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากการแกะเกา หรือดูแลผื่นไม่ถูกต้อง ทำให้แผลหายช้าและเกิดเป็นแผลเป็นได้
- ในรายที่งูสวัดขึ้นตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ต้อหิน ประสาทตาอักเสบ อาจมีผลต่อการมองเห็นได้
- ในรายที่เป็นงูสวัดบริเวณหู อาจทำให้เกิดอัมพาตในหน้าครึ่งซีก มีอาการบ้านหมุน อาเจียน ตากระตุกได้
- ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดหรือเข้าสู่สมอง และอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ผู้หญิงที่เป็นงูสวัดขณะตั้งครรภ์ เชื้ออาจแพร่ไปยังทารกในครรภ์ ทำให้ทารกเกิดความผิดปกติ เช่น มีแผลเป็นตามตัว แขนขาลีบ ศีรษะการรักษาโรคงูสวัด
- สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณหน้า หรือมีอาการปวดรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ซึ่งควรจะให้ภายใน 2 – 3 วันหลังเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนในภายหลังได้
- สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นชนิดแพร่กระจายทั้งตัว แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
- สำหรับผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดขึ้นที่ตา ควรรักษากับจักษุแพทย์ ซึ่งแพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา แต่ยาที่ใช้จะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้โดยตรง แต่จะทำให้การอักเสบสงบลง และเชื้อไวรัสจะกลับไปฝังตัวอยู่ที่ปมประสาทเหมือนเดิม ถ้าร่างกายมีภาวะอ่อนแอก็กลับมาเป็นอีกได้ ซึ่งผลการรักษาจะได้ผลดีถ้าเริ่มให้ยา ภายใน 3 วัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ถ้าบริเวณที่เจ็บนั้นมีตุ่มพองขึ้นในบริเวณเดียวกัน ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ยิ่งตรวจพบเจอเร็วก็สามารถใช้ยาต้านทานไวรัสไว้ได้ อาการเจ็บหลังเกิดโรคนั้นก็จะเกิดขึ้นได้ยาก
ระยะโรคงูสวัด อาการนำก่อนผื่นขึ้นตามแนวเส้นประสาทอักเสบ
การดูแลรักษาด้วยตัวเอง
- ในระยะเป็นตุ่มน้ำใส ให้รักษาแผลให้สะอาด โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออุ่นๆ หรือกรดบอริค 3% ปิดประคบไว้ประมาณ 5 – 10 นาที แล้วชุบเปลี่ยนใหม่ ทำวันละ 3 – 4 ครั้ง
- ในระยะตุ่มน้ำแตกมีน้ำเหลืองไหลต้องระมัดระวังการติดเชื้อแบคทีเรียที่จะเข้าสู่แผลได้ ควรล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาด แล้วปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ
- ถ้าปวดแผลมาก สามารถทานยาแก้ปวดได้
- ไม่ควรใช้เล็บแกะเกาตุ่มงูสวัด เพราะอาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นตุ่มหนอง แผลหายช้า และ กลายเป็นแผลเป็นได้
- ไม่ควรเป่าหรือพ่นยาลงบนแผล เพราะจะทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แผลหายช้าและกลายเป็นแผลเป็นได้เล็ก และมีปัญหาทางสมองได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ และ โรงพยาบาลพญาไท
ภาพจาก : shutterstock
เทียบเคียงอาการ “ฝีดาษวานร” กับไข้ทรพิษ เริม อีสุกอีใส และงูสวัด
“ภูมิแพ้ผิวหนัง” ทำไมมักคันผิวตอนกลางคืน วิธีดูแลก่อนเรื้อรัง