วิธีอ่านค่าผลตรวจสุขภาพ เช็กไขมันปริ่มเพดาน เสี่ยงเบาหวาน ตับผิดปกติ
การตรวจสุขภาพเป็นประจำนับเป็นการป้องกันโรคอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ค่าแบบไหนเสี่ยงสุขภาพพังโรคเรื้อรัง
หลังการตรวจสุขภาพ ฟังแพทย์อธิบายผลตรวจสุขภาพและค่าต่างๆ ในแผ่นกระดาษ จำได้บ้างลืมบ้าง รู้หรือไม่? ตัวเลขเฉพาะเหล่านั้นบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพและความเสี่ยงโรคร้ายบ้าง
ค่าผลตรวจสุขภาพที่ควรรู้
- ค่าน้ำตาลในเลือด (Blood sugar)
ทางการแพทย์ใช้การตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน ซึ่งค่าปกติของระดับน้ำตาลในเลือดเท่ากับ 70-99 mg/dl หากมีระดับน้ำตาลตั้งแต่ 100 – 125 mg/dl ถือว่ามีความเสี่ยงหรือมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวาน
หากมากกว่า 126 mg/dl ถือว่าเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานระยะเริ่มต้น
ค่า HbA1c (Glycated hemoglobin) หรือการตรวจน้ำตาลสะสม เป็นค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือดสะสมช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร มักใช้เป็นการตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานและติดตามการควบคุมโรคเบาหวาน รวมถึงประเมินความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ค่า HbA1c ปกติ คือ น้อยกว่า 5.7 mg% หากมีค่า 5.7 – 6.4 mg% ถือเป็นผู้มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน และหากมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 mg% ถือเป็นโรคเบาหวาน
- ค่าไขมันในเลือด (Cholesterol, Triglyceride, HDL, LDL)
การที่จะให้ผลการตรวจระดับไขมันในเลือดมีความแม่นยำมากที่สุด ผู้ตรวจควรงดอาหารและน้ำประมาณ 12 ชั่วโมงก่อนทำการเจาะเลือด โดยสามารถแบ่งการตรวจค่าไขมันในเลือดได้ ดังนี้
- คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นระดับไขมันรวมในกระแสเลือด กรณีพบภาวะไขมันในเลือดสูงกว่า 200 mg/dl สามารถทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ และอุดตัน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้
- ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) หากตรวจพบไตรกลีเซอไรด์มีค่าสูงกว่า 150 mg/dl ถือว่ามีความเสี่ยงโรคไขมันอุดตันและหลอดเลือดแข็งตัว ตับอ่อนอักเสบ
- ไขมันเอชดีแอล HDL (High-Density Lipoprotein cholesterol) เป็นไขมันดี มีหน้าที่จับไขมันตามผนังหลอดเลือดเพื่อนำไปทำลายที่ตับ หากมีระดับ HDL สูงจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งระดับ HDL ในหลอดเลือดไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl ในเพศชาย และ 50 mg/dl ในเพศหญิง ระดับที่ดีควรมากกว่า 60 mg/dl
- ไขมันแอลดีแอล LDL (Low-Density Lipoprotein cholesterol) หรือไขมันตัวร้าย หากมีปริมาณมากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดตีบตันตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและสมอง ดังนั้นจึงไม่ควรมีระดับ LDL สูงเกินกว่า 130 mg/dl
ค่าความดันโลหิต
การวัดค่าความดันโลหิต ช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเบื้องต้น ซึ่งค่าความดันโลหิตปกติ ตัวบนไม่ควรเกิน 120 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท
หากค่าเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ทั้งนี้ การวัดค่าความดันโลหิตเพียงครั้งเดียวอาจไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงจำเป็นต้องวัดซ้ำ 2 – 3 ครั้ง และตรวจติดตามผลเป็นระยะ เนื่องจากค่าความดันโลหิตมีปัจจัยกระทบได้ง่าย เช่น ความเหนื่อยล้า ความตื่นเต้น และความเครียด หรือการพักผ่อนน้อย เป็นต้น
“ไขมันในเลือด” ใครบ้างควรตรวจ วิธีและค่าไขมันที่ควรระวัง
ค่าการทำงานของตับ (Liver function test)
การตรวจการทำงานของตับสามารถตรวจจากผลเลือดได้ โดยผู้ตรวจไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนการเจาะเลือด โดยผลเลือดที่แสดงค่าการทำงานของตับแบ่งออกได้ ดังนี้
- Alanine aminotransferase (ALT) หรือ Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) เป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งในเซลล์ตับ ค่า ALT ปกติเท่ากับ 0 - 34 U/L ในเพศหญิง 0 - 45 U/L ในเพศชาย หากตรวจพบค่าผิดปกติ สามารถบ่งชี้ความผิดปกติที่เกิดในเซลล์ตับและการเกิดโรคในตับ เช่น ตับแข็ง ได้
- Aspartate aminotransferase (AST) หรือ Serum glutamic-oxaloacetic transaminase (SGOT) เอนไซม์ที่พบในเซลล์ตับและในอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง และกล้ามเนื้อ ปกติมักตรวจคู่กับ ALT เพื่อประเมินการทำงานของตับ ซึ่งค่าปกติของ AST นั้นเท่ากับ 5-34 U/L
- Alkaline phosphatase (ALP) เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นมาด้วยโปรตีนจากอวัยวะต่างๆ ที่เกิดโรคหรือเกิดความผิดปกติ เช่น ตับ กระดูก ลำไส้เล็ก ไต ปกติมักตรวจคู่กับ ALT เพื่อประเมินการทำงานของตับ ค่าปกติของ ALP ในผู้ใหญ่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 - 150 U/L กรณีพบ ALP มีค่าสูงอาจบ่งชี้ว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ตับอักเสบ โรคมะเร็งตับ หรือรับประทานยาที่เกิดพิษต่อตับ
- Albumin คือ โปรตีนที่สร้างจากตับ เป็นส่วนประกอบสำคัญของเลือด การตรวจวัดโปรตีน Albumin ช่วยในการประเมินการทำงานของตับและความสมดุลของการสร้างอัลบูมินที่ตับและการขับออกทางไต ค่าปกติของ Albumin นั้นเท่ากับ 3.5 - 5.2 mg/dl โดย Total bilirubin การตรวจวัด bilirubin ใช้ในการประเมินการทำงานของตับได้ โดยค่าปกตินั้นอยู่ที่ 0.2-1.2 mg/dl
ผลตรวจสุขภาพผิดปกติ ควรทำอย่างไร
การตรวจสุขภาพ คือ แนวคิดการป้องกันก่อนการเกิดโรค อาจตรวจพบความเสี่ยงโรคหรือค้นพบโรคในระยะเริ่มต้น กรณีพบผลผิดปกติที่บ่งบอกการเริ่มต้นของโรค แพทย์อาจสั่งยา หรือมีคำแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมเฉพาะโรค เช่น การปรับพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย รวมถึงอาจส่งต่อเพื่อรับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง
อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์คือหัวใจสำคัญ ผู้เข้าตรวจสุขภาพไม่ควรละเลยคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่เป็นโรค เนื่องจากการรักษาในระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายขาดได้มากกว่า และมีแนวโน้มที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช
ภาพจาก : Freepik
“วัยทอง” ควรเน้นตรวจสุขภาพด้านไหน? แล้วแต่ช่วงวัยควรระวังอะไรบ้าง?
ตรวจสุขภาพประจำปี เช็ก 6 มะเร็ง เจอรอยโรคล่วงหน้าตัดวงจรได้!