“ไข้หวัดใหญ่” ช่วงหน้าหนาว! อาการหนักแค่ไหนควรรีบพบแพทย์!
สภาพอากาศเปลี่ยนไข้หวัดใหญ่เยอะขึ้น หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หายไม่ต้องรักษา แต่หากละเลยความรุนแรง อาจอันตรายได้ถึงชีวิต
ไข้หวัดใหญ่ นับเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามด้านสุขภาพที่มีมายาวนานหลากหลายสายพันธุ์หลายคนมองว่าไม่รุนแรงแต่อันที่จริงทำให้เสียชีวิตได้ไม่แตกต่างกับโควิด19 เพียงแค่อยู่มานานกว่าเป็นที่รู้จัก และป้องกันความรุนแรงได้ด้วยการฉีดวัคซีน แต่ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย และเย็นแบบปลายเดือนธันวาคมเช่นนี้ จะมีอัตราผู้ป่วยสูงเป็นพิเศษ ซึ่งรายงานของกรมควบคุมโรคล่าสุดพบผู้ป่วยสูงถึง 42% และจากสถิติพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่กว่า 3 แสนรายต่อปี และพบผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ทุกปี
ดังนั้นการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐไม่ควรมองข้ามไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำที่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ
ไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza หรือที่ในทางการแพทย์เราจะเรียกสั้นๆ ว่า “ฟลู” นั้น คือ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่มีสาเหตุมาจาก “เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่” ทำให้ผู้ติดเชื้อ มีไข้สูง ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม มีน้ำมูก และปวดเมื่อยตามตัว โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ปัจจุบันถือได้ว่าร้ายกาจที่สุดและส่งผลกระทบต่อผู้คนในสังคมเรามากที่สุดนั้น จะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่
- ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
หรือ “ฟลู A” ถือเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความอันตรายมากที่สุด เพราะสามารถกลายพันธุ์ได้ ตลอดจนแพร่ระบาดได้เป็นวงกว้าง ทำให้เชื้อมีความเป็นลูกผสม และมีฤทธิ์รุนแรง โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มักจะแพร่ระบาดตามฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งสามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ย่อยที่พบบ่อย คือ H1N1 และ H3N2
- ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B
หรือ “ฟลู B” ถือเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความอันตรายรุนแรงเช่นกัน ที่พบได้บ่อย คือ B Victoria , B Yamagata , B Phuket ซึ่งสามารถระบาดได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูหนาวเช่นเดียวกัน
ไข้หวัดใหญ่ทำไมอันตรายเทียบโควิดได้!
ต้องบอกก่อนว่า อาการของไข้หวัดใหญ่นั้น โดยทั่วไปก็จะไม่ต่างจากไข้หวัดสักเท่าไร หากแต่มีอาการที่รุนแรงกว่า โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาการที่เราเป็นอยู่นั้นไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาแต่เป็นไข้หวัดใหญ่ ประกอบไปด้วย
- มีไข้สูงมากกว่าปกติ คือตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
- มีอาการปวดศีรษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
- มีน้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ มีอาการไอ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตามร่างกาย แขน ขา ตามตัว
ไข้หวัดใหญ่ส่วนมากจะมีระยะเวลาอาการของโรค 5 วัน หากมีอาการนานกว่านั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อของแบคทีเรียแทรกซ้อนที่พบได้ในบางราย
นอกจากอาการดังที่กล่าวไปแล้ว ไข้หวัดใหญ่ยังอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งที่พบบ่อยมากที่สุดเลยก็คือ “ภาวะปอดบวม” และ “หลอดลมอักเสบ” ดังนั้น หากสังเกตพบอาการไข้หวัดที่รุนแรงกว่าปกติ อย่าชะล่าใจว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา แต่ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาได้ทันท่วงทีเพราะอันตรายได้ถึงชีวิตเลยทีเดียวค่ะ
ใครบ้างที่มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้ง 2 สายพันธุ์ ?
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่ระบาดติดต่อกันได้ผ่านการไอ จาม พูดคุย แล้วสูดเอาละอองที่มีเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น “ทุกคน” จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะติดเชื้อได้ง่ายมาก-น้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่ความ 2 ปัจจัยหลักๆ คือ ความรุนแรงและปริมาณของเชื้อ ประกอบกับสภาพร่างกายของเรา คือถ้าร่างกายเราไม่แข็งแรงแล้ว ต่อให้เชื้อไม่ดุมีปริมาณน้อย เราก็อาจติดเชื้อและเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ต้องยิ่งระมัดระวัง เพราะมีโอกาสเกิดภาวะรุนแรงแทรกซ้อนมากที่สุด
กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง
- เด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี
- ผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่ปอดไม่แข็งแรง เป็นโรคในระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว
- ผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว ต้องทานยาอยู่เสมอ
- ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน ที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม
ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์
การดูแลและป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไข้หวัดใหญ่นั้น สามารถทำได้ในแนวทางเดียวกันกับโรคระบบทางเดินหายใจทุกชนิด คือล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกันกับผู้อื่นพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปยังสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ออกกำลังกายสม่ำเสมอและฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยลดโอกาสป่วย ลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อน ลดโอกาสในการเสียชีวิต ตลอดจนช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้มากกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท