ผมร่วงเป็นหย่อมเกิดจากอะไร ทำไมรักษาหายแล้วยังมีอัตราการเกิดซ้ำสูง?
ปัญหาผมร่วงเป็นหย่อมๆ สาเหตุหลักเกิดจากการแปรปรวนของภูมิคุ้มกัน เปิดวิธีรักษาจากแพทย์ ขณะที่การศึกษาพบว่ามีผู้ที่กลับเป็นซ้ำประมาณ 90% ภายใน 5 ปี เผยปัจจัยกระตุ้นโรคต้องระวัง
โรคอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ (Alopecia Areata) นั้น การร่วงของเส้นผมจะมีลักษณะเป็นวงกลมวงเดียวหรือหลายวงก็ได้ พบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย พบมากในวัย 20-40 ปี สาเหตุของการผมร่วงชนิดนี้ เกิดจากความแปรปรวนของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ไปทำลายรากผม และหยุดการเจริญของเส้นผมโดยไม่มีการอักเสบ ส่วนปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคนี้ประกอบไปด้วย ความเครียด พันธุกรรม การพักผ่อนไม่เพียงพอ
ที่น่ากังวลหากไม่ได้รับการรักษา อาการผมร่วงสามารถลุกลามเป็นจากวงเล็กกลายเป็นวงใหญ่ จนในที่สุดผมจะค่อยๆ ร่วงขยายวงจนผมร่วงหมดศีรษะได้ ทั้งยังอาจมีผลต่อการร่วงของขนคิ้ว ขนตา และหนวดเคราได้ด้วย
ภาวะที่พบร่วมกับอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ
- ผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) พบร่วมได้ 9-26% โดยถ้าพบผื่นแพ้ผิวหนังร่วมด้วยถือว่าพยากรณ์ของโรคไม่ค่อยดี
- โรคด่างขาว (Vitiligo) พบร่วมได้ 1.8-3%
- โรคของต่อมไทรอยด์ (Thyroid disease) พบร่วมได้ 0.85-14.7%
- โรคของเส้นเลือดและคอลลาเจน (Collagen-vascular disease) พบได้ประมาณ 0.6-2%
- โรคกังวล (Anxiety) ภาวะทางจิต ผิดปกติเช่นซึมเศร้า, หวาดกลัว ร่วมได้ 17-22%
แนวทางการรักษาโรคผมร่วงเฉพาะจุด
การรักษาส่วนใหญ่นิยมใช้คอติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) มีทั้งในรูปของยาทาเฉพาะที่ ยากิน และยาฉีดเข้าผิวหนังบริเวณที่ผมร่วง แม้ผมจะขึ้นได้ประมาณ 90% ของผู้ที่รักษาและขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์หลังได้รับการรักษา และคงอยู่ประมาณ 3 เดือน
สำหรับอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โดยมีการศึกษาในผู้ที่มีผมร่วงชนิดนี้ 736 คน พบว่ามีผู้ที่กลับเป็นซ้ำประมาณ 90% ภายใน 5 ปี ส่วนปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นการเกิดผมร่วงแบบนี้ ซึ่งพบประมาณ 15% ของผู้ป่วย คือ
- ภาวะความเจ็บป่วย เป็นไข้
- ยาบางชนิด
- การตั้งครรภ์
- อุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บ
- ความเครียด ความกังวล หรือมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตเกิดขึ้น แม้กระทั่งการฝันร้าย
กลุ่มอาหารบำรุงเส้นผม ลงลึกถึงราก ลดหลุดร่วง กระตุ้นเซลล์ผมเกิดใหม่!
แนวทางการรักษาผมร่วงเป็นหย่อม
- การรักษาส่วนใหญ่นิยมใช้คอติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) มีทั้งในรูปของยาทาเฉพาะที่ ยากิน และยาฉีดเข้าผิวหนังบริเวณที่ผมร่วง แม้ผมจะขึ้นได้ประมาณ 90% ของผู้ที่รักษาและขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์หลังได้รับการรักษา และคงอยู่ประมาณ 3 เดือน
- ใช้ยาไมนอกซิดิลเฉพาะที่ นิยมใช้ความเข้มข้นที่ 5% บริเวณที่มีผมร่วงวันละ 2 ครั้ง พบว่าได้ผลประมาณ 8-45% และจะเริ่มเห็นผลหลังการใช้ 12 สัปดาห์ แต่จะต้องใช้ต่อเนื่องไปอีก ผลข้างเคียงของยาตัวนี้คือทำให้เกิดขนดกได้ (พบประมาณ 5%) และระคายเคือง (พบประมาณ 7%)
- การใช้ยาอิมมูโนเฉพาะที่ (Topical immunotherapy) ได้ผลประมาณ 30-50% แต่ผลการรักษาค่อนข้างช้า คือ เริ่มเห็นผลการรักษาที่ 12 เดือนหลังการรักษา และการกลับมาเป็นซ้ำสูงถึง 63%
นอกจากนี้ยังมีการรักษาอื่นๆ อีก เช่น การใช้แสง PUVA, การให้เคมีบำบัดชนิดกินหรือฉีด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม และเลือกชนิดที่เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าก่อนเสมอ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 1
วิตามิน แร่ธาตุ เสริมการทำงานเคราติน บำรุงเส้นผมและเล็บให้แข็งแรงขึ้น
แคลเซียมในเลือด ควรมีค่ามาตราฐานเท่าไหร่ ? หากผิดปกติ อาการอย่างไร?