“ปวดหัว” แบบไหนอันตรายและควรพบแพทย์โดยด่วน ปวดหนักตอนเช้าเกิดจากอะไร?
ปวดหัว อาการของร่างกายที่เป็นสัญญาณ ทั้งอันตรายมาก อันตรายน้อย และไม่อันตรายเลย แล้วปวดแบบไหนควรรีบพบแพทย์ก่อนสายเกินไป?
“ปวดหัว” เป็นอาการป่วยที่เกิดได้บ่อยที่สุดและเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย หลากหลายปัจจัย ทั้งภายนอกและในโดยแต่ละส่วนยังสามารถแยกออกเป็นโรคได้อีกหลายชนิด
2 สาเหตุของอาการปวดศีรษะ
การปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากในสมอง
เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง ความดันสมองเพิ่มผิดปกติ ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
ปวดศีรษะ แบบไหนเสี่ยงโรค?
-
ปวดศีรษะมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายอาการจะดีขึ้น
-
เวลาไอ จาม เบ่งถ่าย จะกระตุ้นให้ปวดเพิ่มขึ้น
- มีคลื่นไส้ อาเจียน
-
ในบางครั้งมองไกลอาจเห็นภาพซ้อน
-
ถ้าเนื้องอกกดทับในตำแหน่งใดก็จะมีอาการตามตำแหน่งนั้น เช่น กดทับในตำแหน่งควบคุมแขน ขา จะทำเกิดแขน ขา อ่อนแรง ชา
-
เลือดออกในสมอง จะมีอาการแบบเฉียบพลันและปวดรุนแรงมาก เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะยังไม่ดีขึ้นถึงแม้รับประทานยาแก้ปวดศีรษะ
-
ความดันสมองเพิ่มผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น วัณโรค รับประทานยาวิตามินบำรุงผิวบางชนิด ยาคุมกำเนิด ผู้ป่วยจะมีการปวดศีรษะเรื้อรัง ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน
-
หลอดเลือดดำอุดตันในสมอง เกิดได้จากการรับประทานยาคุมกำเนิด คนอ้วนที่มักมีไขมันในเลือดสูง ลักษณะของอาการ คือ ปวดศีรษะมากทันทีทันใด และอาจมีการชักร่วมด้วย
การปวดศีรษะแบบไม่พบสาเหตุชัดเจน
-
ปวดศีรษะแบบตึงตัว (Tension type headache) เป็นโรคปวดศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดกับบุคคลซึ่งมีความเครียด เหนื่อย ทำงานหนัก ลักษณะการปวดมักเป็นแบบแน่นๆ หรือ รัดทั้งสองข้างของศีรษะและต้นคอ โดยอาการปวดมักมีความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง ซึ่งอาจมีการปวดของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ คอ ไหล่ ร่วมด้วยได้ อาการปวดชนิดนี้ไม่แย่ลงจากกิจวัตรประจำวัน และมักไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
-
ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headache) เป็นโรคปวดศีรษะที่พบได้บ่อย และมักได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาด โดยโรคปวดศีรษะไมเกรนนี้มักพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทำงาน ลักษณะการปวดมักทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ซึ่งอาการปวดดังกล่าวจะแย่ลงได้จากสิ่งกระตุ้นภายนอก ทั้งแสง เสียง หรือกลิ่น ผู้ป่วยบางรายมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไมเกรนส่วนใหญ่มักจะปวดนานตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไป ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดนานถึง 3 วัน
-
ปวดศีรษะแบบกลุ่ม (Cluster headache) เป็นโรคปวดศีรษะที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานได้หากไม่ได้รักการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง อาการปวดศีรษะชนิดนี้มักเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยอาการปวดศีรษะมักมีอาการปวดที่รุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยกระสับกระส่าย มักเกิดทันที ระยะเวลาที่ปวดประมาณ 15 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ตำแหน่งที่ปวดมักปวดรอบดวงตาหรือบริเวณขมับ มักเป็นข้างเดียว ผู้ป่วยจะมีอาการของระบบประสาท parasympathetic ร่วมด้วย เช่น มีตาแดง มีน้ำตาไหล มีน้ำมูก มีเหงื่อออก บริเวณใบหน้าด้านที่มอาการปวดศีรษะ
-
ปวดศีรษะแบบเรื้อรังทุกวัน (Chronic daily headache) ผู้ป่วยชนิดนี้มักมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังมากกว่า 15 วันต่อเดือน อย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะแบบ tension หรือแบบไมเกรนก็ได้ แต่ผู้ป่วยจะมีอาการเรื้อรังมากกว่า ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นโรคปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน (medication overuse headache) ซึ่งเกิดจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด การซื้อยากินเอง การใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ ซึ่งทำให้มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้อีก เช่น ภาวะไซนัสอักเสบ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง โรคมะเร็ง เป็นต้น ทั้งนี้การวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำ MRI เป็นต้น เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายออกไป
สัญญาณอันตรายของภาวะปวดศีรษะ
ถึงแม้อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง แต่อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยที่มีภาวะปวดศีรษะที่มีอาการดังต่อไปนี้ ควรมาพบแพทย์โดยเร่งด่วน เพราะอาจเกิดจากสาเหตุที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น อาจเกิดจากภาวะเลือดออกในสมอง หรือมีอาการติดเชื้อในระบบประสาท เป็นต้น สัญญาณอันตรายของภาวะปวดศีรษะ มีดังต่อไปนี้
-
อาการปวดศีรษะขึ้นรุนแรงทันทีทันใด
-
อาการปวดศีรษะร่วมกับมีไข้และคอแข็ง
-
อาการปวดศีรษะร่วมกับอาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรง สับสน บุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น
-
อาการปวดศีรษะในผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV
-
ภาวะปวดศีรษะที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ตอบสนองต่อการรักษา
หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร็วที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วต่อไป
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษหากมีอาการปวดศีรษะ
-
ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะแบบเฉียบพลันโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-
ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี
-
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น มะเร็งเต้านม เพราะอาจมีการกระจายไปที่สมองและกลุ่มคนไข้ที่ติดเชื้อเอดส์
วิธีแก้ปวดหัวจากความเครียด ปวดทุกวันมากกว่า 15 วัน อาจมีซึมเศร้าร่วม!
แนวทางการรักษาอาการปวดศีรษะ
-
กรณีปวดหัว และตรวจพบพยาธิสภาพของโรคต่างๆ แพทย์ก็จะดำเนินการรักษาโรคนั้นๆ ขึ้นอยู่กับว่าตรวจพบอะไร เช่น เนื้องอกในสมอง อาจจะต้องผ่าตัด เป็นต้น
-
กรณีปวดหัวที่ไม่ก่ออันตราย ตรวจไม่พบพยาธิสภาพ แพทย์จะรักษาตามลักษณะอาการ ซึ่งมีหลายวิธีได้แก่..
-
รักษาด้วยยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาคลายเครียด พร้อมทั้งแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
-
การฉีดยา รักษาอาการปวดศีรษะด้วยการ block เส้นประสาทใช้ในการรักษาอาการปวดศีรษะอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ มีประสิทธิภาพ และสามารถลดอาการปวดศีรษะได้อย่างรวดเร็ว โดย สามารถรักษา บรรเทาอาการ โรคปวดศีรษะได้หลายชนิด เช่น โรคไมเกรน โรคปวดศีรษะแบบ cluster, โรคปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวด (medication over used headache)
-
การฉีดยาลดการทำงานของเส้นประสาท และการฉีดยารักษาไมเกรนด้วย Botox ช่วยยับยั้งปลายประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองด้วย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มันเกิดอาการ สามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดศีรษะได้
-
การทำกายภาพบำบัด การนวด การยืดกล้ามเนื้อ
-
การปรึกษาจิตแพทย์
ดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการปวดหัว
-
เมื่อปวดศีรษะ รับประทานยาแก้ปวด ได้เท่าที่จำเป็น เช่น ในผู้ใหญ่รับประทาน Paracetamal (500 mg) 1 – 2 เม็ด ห่างกัน 4 – 6 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานติดต่อกัน นานเกิน 3 วัน หากไม่หายให้ไปพบแพทย์
-
อย่าไปรักษาในแนวทางที่เสี่ยงอันตราย เช่น การนวดที่รุนแรง
-
จัดสิ่งแวดล้อม สถานที่ทำงานให้เหมาะสม เช่น โต๊ะเก้าอี้ทำงาน ปรับระดับให้เหมาะสมกับสรีระร่างกายของเรา ดูว่าแสงสว่างที่โต๊ะทำงานสว่างพอไหม มีไฟกระพริบไหม
-
ตรวจสายตาบ้างหากมีอาการปวดศีรษะผิดปกติ เพื่อเลือกใส่แว่นที่พอเหมาะกับสายตา
-
หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสิ่งกระตุ้น ที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ทำให้ปวดหัว
-
รู้จักพักผ่อนคลายเครียด นอนหลับให้เพียงพอ
-
งดชากาแฟ บุหรี่ แอลกอฮอล์
หากเกิดอาการผิดปกติไม่ทราบสาเหตุควรพบแพทย์โดยด่วนเพราะอาการปวดหัวสามารถเป็นสัญญาณบอกโรคอันตรายหลายโรคเลยทีเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2
หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไม่ได้เป็นโรคหัวใจก็เป็นได้ เช็กปัจจัยเสี่ยง!