วิธีแก้ปวดหัวจากความเครียด ปวดทุกวันมากกว่า 15 วัน อาจมีซึมเศร้าร่วม!
ปวดหัว ปัญหาสุขภาพกายและใจ ที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แนะวิธีป้องกันและแก้ปวดได้ และปวดหัวแบบไหนต้องรีบพบแพทย์!
“ปวดหัว” เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ หรือ ความเครียด ที่มักเริ่มมีอาการครั้งแรกตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว (มีโอกาสน้อยมากที่จะมีอาการครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี) และพบมีอาการกำเริบบ่อยในช่วงอายุ 20-50 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 1.5-2 เท่า
ปวดหัวจากความเครียดแล้วมีอาการอย่างไร?
-
ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดที่ศีรษะ มีตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง
-
ปวดดื้อๆ ปวดบีบๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรมารัดศีรษะ
-
อาจเจ็บแปล๊บๆ ที่หนังศีรษะ
-
บางคนปวดข้างเดียว ปวดมาที่กระบอกตา คล้ายไมเกรนแต่มักไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น ไม่มีอาการทางสายตา ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
ปวดหัวจากความเครียดอาจมีอาการเป็นครั้งคราว นานๆ ปวดครั้ง แต่ละครั้งอาจปวดนานเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน แต่บางคนอาจปวดเรื้อรัง ปวดแทบทุกวัน เดือนหนึ่งๆ ปวดมากกว่า 15 วัน กรณีอย่างนี้ อาจมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย
สาเหตุที่ทำให้ปวดหัว เชื่อว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้อรอบๆ ศีรษะมีการเกร็งตัวซึ่งเป็นผลมาจากความเครียด คร่ำเคร่งกับงาน ความหิว อดนอน อ่อนเพลีย ตาผลจากงานวิจัยยังไม่สามารถยืนยันได้คงบอกได้แต่ว่า ความเครียดเป็นสิ่งกระตุกให้เกิดอาการปวดหัว
นอกจากนี้ ยังอาจพบร่วมกับโรคไมเกรน โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์หรือการปรับตัว
วิธีแก้ปวดหัวจากความเครียด
-
พัก อยู่ในที่เงียบๆ ไม่มีสิ่งรบกวน ทั้งเรื่องแสง เสียง ความร้อนอุณหภูมิ
-
ใช้ความเย็น (น้ำแข็ง) ประคบศีรษะ ต้นคอ แต่คนไข้บางคนชอบใช้กระเป๋าน้ำร้อนมากกว่า
-
การนวดแถวต้นคอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดต้นคอร่วมกับการปวดหัว ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
-
ทำจิตใจให้สงบ เข้าสมาธิ บังคับตัวเองให้คิดถึงสิ่งดีๆ คำพูดดีๆ ของเพื่อน หรือของใครก็ตามที่ทำให้เรายิ้มได้ หัวเราะได้
-
จิบเครื่องดื่มที่ชอบโดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะกาเฟอีนมีฤทธิ์ลดอาการปวดหัวได้
หากมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เห็นภาพซ้อน มีเสียงดังในหู นั้นอาจเป็นอาการที่แสดงว่าไม่ใช่ปวดศีรษะจากความเครียดธรรมดา อาจจะต้องมีการตรวจร่างกายทางระบบประสาท และตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น CT scan หรือ MRI
ปวดหัวจากความเครียด ควรกินยาอะไรบ้าง?
-
ยาแก้ปวด แก้อักเสบทั่วไปอย่างแอสไพริน พาราเซตามอล ให้กินได้
-
ถ้าต้องใช้ยาที่แรงขึ้น ยาที่ใช้กันประจำและสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ได้แก่ ibuprofen, naproxen
-
ยาแก้ปวดหัวที่ใช้รักษาไมเกรน สามารถใช้ได้
-
ในกรณีปวดมากและมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย แพทย์อาจให้ยาคลายเครียด หรือยารักษาอาการซึมเศร้าด้วย ส่วนยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์เสพติด (narcotic) มักไม่จำเป็น
-
การฝังเข็มจะช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน
ความเครียดแบบไหนอันตราย ควรพบแพทย์ก่อนเปลี่ยนเป็นโรคจิตเวช!
วิธีป้องกันไม่ให้ปวดหัวบ่อยๆ
-
รู้จักผ่อนคลาย อาทิ การนับหนึ่งถึงสิบ การเล่นโยคะ การทำสมาธิ ทำจิตใจให้แน่วแน่ นึกถึงแต่สิ่งดีๆ ที่เคยพบ นึกถึงแต่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ทำให้อารมณ์หมองมัว
-
รู้จักใช้ชีวิตที่ผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ เช่น นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ไม่มากเกิน ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ (คนที่เป็นไมเกรน อาจปวดหัวเมื่อกินอาหารมันๆ มาก) ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ทั้งนี้หากมีอาการปวดหัวรุนแรง ปวดกะทันหันทันที ไม่ใช่ค่อยๆ ปวดมากขึ้นๆ ทีละน้อย ยิ่งหากมีอาการร่วม คือ แขนขาอ่อนแรงไปข้างหนึ่ง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เหล่านี้อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดในสมอง ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดแตก หรือหลอดเลือดตัน ซึ่งเป็นเหตุของอัมพาต หรือเสียชีวิตได้ กรณีเช่นนี้ ต้องไปโรงพยาบาลไปพบแพทย์โดยด่วน
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต
ตาล้า-ปวดหัว ขณะทำงานหน้าจอ สัญญาณป่วย Computer Vision Syndrome
เทคนิคแก้ความคิดฟุ้งซ่าน ช้าลงบ้าง-ฝึกยอมรับตนเอง พยุงจิตใจได้!