เทคนิคแก้ความคิดฟุ้งซ่าน ช้าลงบ้าง-ฝึกยอมรับตนเอง พยุงจิตใจได้!
ความเครียด วิตกกังวล ฟุ้งซ่านเป็นเรื่องปกติของมนุษย์แต่เมื่อไหร่ที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อจิตใจ แนะวิธีผ่อนคลายจิตใจด้วยตัวคุณเอง
ภาวะที่สังคมเต็มไปด้วยความเครียด ความวิตกกังวล หลายต่อหลายคนต้องดิ้นรนในหลายๆเรื่อง ทั้งการงาน การเรียน ความรัก และเรื่องเงิน บางครั้ง ก็เครียดจนไม่สามารถบอกใครได้ จนเกิดสะสมเป็นอาการคิดมาก ภาวะทางจิตใจบาดเจ็บ ฟุ้งซ่าน และแน่นอนหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขให้เบาใจลง บางครั้งถึงขั้นตอนไม่หลับและหากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ ที่ยากเกินจะแก้หลังจากนี้
ฉะนั้นต่อให้เจออะไรมาหนักหนาแค่ไหน… ลองพักบ้าง ทำใจให้สงบลงอาจช่วยบรรเทาความเครียดความเจ็บปวดและฟุ้งซ่านนี้ได้
5 เทคนิคข้อช่วยลดความฟุ้งซ่านได้
ช้าลงสักนิด
-
ทำอะไรๆถ้าเป็นไปได้ให้ทำทีอย่างใจจะได้คิดเป็นเรื่องๆไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย กำหนดให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ไม่ทำตามอารมณ์จนเกินไป
-
กินอะไร ดื่มอะไร กินดื่มให้ช้าลง ค่อยๆรู้รสสัมผัส เปรี้ยว หวาน มัน เค็มแข็ง อ่อน ร้อน เย็น
-
ก่อนคิดสิ่งใด ตั้งคำถามกับตนเองว่าความคิดนั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษแม้ความความคิดเป็นโทษ คิดแล้วไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นไม่ว่ามุมใดๆ เป็นไปได้ให้สลัดความคิดนั้นทิ้งเสีย
-
อย่าปล่อยให้คำพูดและการกระทำเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ พูดและทำสิ่งใด ให้เห็นความคิดรู้สึกตั้งต้น เห็นว่าเราพูดและทำด้วยความรู้สึกลักษณะไหน
หากิจกรรมผ่อนคลายกายใจลงบ้าง
-
อ่านหนังสือก็ฝึกสมาธิได้ อ่านอะไร ให้ใจนึกตามตัวหนังสือ ให้ใจอยู่กับเนื้อหาอย่าให้ใจลอยไปคิดเรื่องอื่น
-
ฟังเพลงบรรเลง ฟังให้ได้ยินโน้ตทุกตัว สัมผัสกับเสียงดนตรี ให้ได้ยินเสียงเล็กเสียงน้อยในบทเพลง
ออกไปรับลม
การนั่งคลุกอยู่แต่บ้าน แต่ที่ทำงาน สิ่งแวดล้อมซ้ำทำให้เครียดและฟุ้งซ่านได้ ลองพาตัวเองออกไปรับลมให้ ลมช่วยพัดผิวกาย นั่งเงียบๆ หลับตา เปิดใจโล่งๆ รับรู้ถึงความว่างรอบตัว
ทริกอีกอย่างลองถอดรองเท้าเดินในบ้าน รับรู้ความสัมพันธ์ของ 3 สิ่ง คือ เท้าของเรา ผิวพื้น และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ขณะที่เดิน
หาเพื่อนรู้ใจ
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ถ้าเป็นไปได้ลอง คุยกับใครสักคน ปรึกษาปัญหาต่างๆ แลก รับฟังความเห็นต่างอย่างเปิดใจ และมองว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือบุคคลที่สำคัญที่สุดในวินาทีนั้น .เวลาพูดคุยจงใช้สมาธิจับเสียงของตนเอง พูดคุยกับใคร พูดให้ได้ยินเสียงตนเอง
ฝึกเรียกตัวเอง
-
ก่อนนอนไม่ควรทำสิ่งอื่นควรเผื่อเวลาสัก 10 นาที ก่อนเพื่อทำใจให้ว่าง เมื่อแผ่นหลังแตะทีนอน ให้บอกตนเองว่าฉันกำลังนอน เพื่อเรียกสติและความรู้สึกตัว
-
ในยามตื่นอย่าพึ่งรีบลุก ให้ปลุกสติ บอกตนเองว่าฉันตื่นแล้ว ทำอย่างนี้กายและใจจะพร้อมเป็นหนึ่งเดียวกับวันใหม่
-
ระหว่างวันผูกความรู้สึกตัวไว้กับลมหายใจ แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งมารู้อยู่ที่ลมหายใจช่วยลดความฟุ้งซ่านไปได้มาก
-
คิดเรื่องอดีตให้รู้ตัวอยู่กับปัจจุบันให้รู้ตัว
-
สำรวจร่างกายรู้จักกายของตนเอง แขน ขา ใบหน้า เนื้อตัว เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
-
มีความหวังอยู่เสมอ ความหวังเป็นความสึกที่เย็นมาจากข้างใน เอาจิตใจไปเพ่งอยู่ที่ความรู้สึกนั้น ใจจะมีพลัง ความฟุ้งซ่านจะไม่ค่อยเกิด
ภาวะว่างเปล่า ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร แนวโน้มพัฒนาซึมเศร้าสูง
ทั้งนี้ หากฟุ้งซ่านมาก อย่าพยายามกดข่มและอย่าผลักไส แต่จงยอมรับ เห็นตามจริงว่าความฟุ้งซ่านได้เกิดขึ้นแล้ว มองความฟุ้งซ่านเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาๆที่มาๆ ไปๆ ไม่ได้มีตัวตนจับต้องเป็นรูปธรรม เกิดได้ก็ดับได้วนเวียนไปเรื่อยๆ เพียงใจเฝ้ามองหัดมองให้เป็น เป็นผู้เห็น ผู้สังเกต อย่าเข้าไปเป็นผู้เล่นหรือผู้แสดง ทั้งนี้หากรู้สึกเจ็บป่วยหรือดำดิ่งมากจนเกินไป อย่ากลัวหรืออายที่จะขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เพราะคุณเองก็สำคัญเช่นกัน ขอให้ยิ้มให้ได้แม้ต้องเจอกับเรื่องอะไรนะคะ ^^
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต
ผลสำรวจเยาวชนใน กทม. มีเครียดสูงเสี่ยงซึมเศร้าแนะสิทธิให้คำปรึกษาฟรี!
ปรับวิธีคิดแก้นิสัยขี้ระแวง ลดความเครียด เลี่ยงโรควิตกกังวล ซึมเศร้า