นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเพจ หมอเจด ชวนประชาชนตรวจเช็กสุขภาพและประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แม้จะมีค่าความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น 120/80 มิลลิเมตรปรอท หรือใกล้เคียงกันก็ตาม เพราะความดันโลหิตปกติไม่ได้หมายความว่าหลอดเลือดสมองจะปลอดภัยจากโรคสโตรกเสมอไป โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ทั้งน้ำตาลในเลือดสูง ไขมัน LDL สูง การสูบบุหรี่ และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ทำไมความดันปกติ ยังเป็นสโตรกได้?
โรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก เกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก โดยความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดโรค เพราะคราบไขมันที่สะสมในผนังหลอดเลือดอาจทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ ขณะเดียวกัน ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นภายในหัวใจก็อาจหลุดไปอุดหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน
หมอเจดเปรียบเทียบว่า แม้แรงดันน้ำในท่อจะอยู่ในระดับปกติ แต่หากภายในท่อมีคราบสะสมหรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดตัน น้ำก็ไม่สามารถไหลผ่านได้ตามปกติ เช่นเดียวกับหลอดเลือดในร่างกายที่อาจเกิดปัญหาได้ แม้ค่าความดันโลหิตจะอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม
ดังนั้น นอกจากการวัดความดันโลหิตแล้ว ยังควรตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองด้วย
น้ำตาลในเลือดสูง หลอดเลือดเสียหายได้แม้ไม่มีอาการ
น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังอาจทำให้ผนังหลอดเลือดทำงานผิดปกติ และเพิ่มโอกาสเกิดคราบไขมันสะสม โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานร่วมกับภาวะดื้ออินซูลินหรือมีไขมันในเลือดสูง ที่สำคัญ ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกต เช่น ไม่กระหายน้ำ ไม่ปัสสาวะบ่อย และไม่เหนื่อยผิดปกติ แต่ผลตรวจเลือดอาจเริ่มแสดงความเปลี่ยนแปลงแล้ว
ค่าที่ควรรู้จัก ได้แก่ FBS ซึ่งเป็นระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร และ HbA1c ซึ่งสะท้อนระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา
หากค่า HbA1c อยู่ที่ 5.7–6.4% จะเข้าเกณฑ์ภาวะก่อนเบาหวาน ส่วนค่าตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไปเข้าเกณฑ์เบาหวาน โดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันตามหลักเกณฑ์ทางการแพทย์
ผู้ที่มีไขมันหน้าท้องมากหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรให้ความสำคัญกับการตรวจระดับน้ำตาลและดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว
LDL สูง ความดันดี แต่หลอดเลือดอาจไม่ดีตาม
แม้ความดันโลหิตจะอยู่ที่ 118/76 มิลลิเมตรปรอท แต่หากมีระดับ LDL สูงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะ LDL เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันในผนังหลอดเลือด หรือที่เรียกว่า Atherosclerosis ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดตีบ และเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดจนหลอดเลือดอุดตันได้
ปัญหาสำคัญคือ LDL สูงมักไม่แสดงอาการเตือน ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงอาจยังเดิน ทำงาน และออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่ความเสี่ยงต่อหลอดเลือดอาจสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้ที่มีผลตรวจสุขภาพอยู่แล้วจึงควรตรวจสอบค่า LDL ของตนเอง ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาตรวจค่า ApoB เพื่อประเมินอนุภาคไขมันที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลอดเลือด หรือค่า Lp(a) ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงทางพันธุกรรม เนื่องจากบางคนแม้ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี แต่ก็อาจมีระดับ Lp(a) สูงได้
สูบบุหรี่ ความดันดี ก็ชดเชยผลเสียจากบุหรี่ไม่ได้
การสูบบุหรี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง แม้ผู้สูบจะมีความดันโลหิตอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอทก็ตาม เนื่องจากสารในควันบุหรี่สามารถทำลายผนังหลอดเลือดโดยตรง กระตุ้นการอักเสบ ทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือด
กล่าวได้ว่า บุหรี่สามารถทำร้ายหลอดเลือดได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงก่อน นอกจากนี้ การได้รับควันบุหรี่มือสองยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดได้เช่นกัน
การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว ไม่ว่าจะสูบบุหรี่มานานเพียงใด การเริ่มต้นเลิกตั้งแต่วันนี้ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
หัวใจเต้นผิดจังหวะ AF ลิ่มเลือดอาจเริ่มจากหัวใจแล้วไปอุดตันที่สมอง
โรคหลอดเลือดสมองบางกรณีไม่ได้เริ่มต้นจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองโดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation (AF) ซึ่งเป็นภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ทำให้การบีบตัวของหัวใจห้องบนผิดปกติ เลือดบางส่วนอาจค้างอยู่ภายในหัวใจและเกิดเป็นลิ่มเลือดได้ หากลิ่มเลือดหลุดออกจากหัวใจและเดินทางไปอุดหลอดเลือดสมอง ก็อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้
ผู้ที่มีภาวะ AF บางรายอาจไม่มีอาการใจสั่น ขณะที่บางรายมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ จนในช่วงเวลาที่ตรวจวัดชีพจรอาจพบว่าจังหวะหัวใจกลับมาเป็นปกติแล้ว
หากมีอาการใจสั่นซ้ำ ๆ ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือนาฬิกาอัจฉริยะแจ้งเตือนความผิดปกติบ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือประเมินจังหวะหัวใจเพิ่มเติม
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น AF แล้ว แพทย์จะประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและพิจารณาการใช้ยาป้องกันลิ่มเลือดตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้อยาแอสไพรินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดมารับประทานเอง เพราะยาเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกและต้องใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ไม่มีทั้ง 4 ปัจจัยเสี่ยง ก็ยังไม่ควรประมาท
หมอเจดย้ำว่า แม้จะไม่มีปัจจัยเสี่ยงทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ น้ำตาลในเลือดสูง LDL สูง การสูบบุหรี่ และภาวะ AF ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น โรคไต โรคหลอดเลือดเดิม ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ น้ำหนักตัว ประวัติครอบครัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้แยกจากกันเสมอไป หากมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ยิ่งควรได้รับการประเมินความเสี่ยงโดยรวมและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
4 วิธีเช็กสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
- วัดความดันโลหิต หากมีเครื่องวัดความดันที่บ้าน ควรวัดขณะพักและใช้วิธีวัดที่ถูกต้อง พร้อมพิจารณาค่าเฉลี่ยจากการวัดหลายวัน
- ตรวจผลเลือดล่าสุด ทบทวนค่า FBS, HbA1c และ LDL ว่ามีค่าใดเริ่มสูงหรือไม่ เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพให้เหมาะสม
- ทบทวนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ หากยังสูบอยู่ ควรเริ่มวางแผนเลิกบุหรี่ตั้งแต่วันนี้
- สังเกตจังหวะหัวใจ หากมีอาการใจสั่นซ้ำ ๆ หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
นอกจากการตรวจสุขภาพแล้ว สิ่งสำคัญคือการรู้จักสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง หากมีอาการหน้าเบี้ยวกะทันหัน แขนหรือขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติอย่างฉับพลัน หรือเสียการทรงตัวอย่างกะทันหัน ให้รีบโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที แม้อาการจะดีขึ้นเองก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองได้
ความดันโลหิตปกติถือเป็นข่าวดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดสมองทุกด้าน เพราะระดับน้ำตาลในเลือด LDL การสูบบุหรี่ และภาวะ AF ล้วนเป็นปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ การป้องกันสโตรกจึงไม่ใช่การรอให้มีอาการแล้วค่อยรักษา แต่เป็นการรู้เท่าทันความเสี่ยงและเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรง