“โรคเบาหวาน” กับความเชื่อชวนเข้าใจผิด เพิ่มผู้ป่วยหน้าใหม่ เข้าถึงการรักษาช้า!
เบาหวานโรคยอดฮิตที่พบผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 400 ล้านราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แฝงไปด้วยความเชื่อแบบผิดๆ เสี่ยงโรคเดิมกำเริบเพิ่มอัตราการเสียชีวิต รวมทั้งอาจเป็นตัวการเพิ่มผู้ป่วยหน้าใหม่ด้วย
“โรคเบาหวาน”เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก โดยข้อมูลจากสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ หรือ IDF เผยว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้นมากกว่า 400 ล้านราย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เราก็ยังพบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยเงียบของโรคนี้เท่าที่ควร ในขณะเดียวกันก็มักมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่หลายประการด้วย จึงยิ่งทำให้โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น
Magnific/studioredcup
กินอาหาร
11 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
-
ยารักษาโรคเบาหวาน ทำให้ไตเสื่อมเร็ว
ทางการแพทย์ยืนยันว่า ความเชื่อ “ไม่ถูกต้อง” เพราะแท้จริงแล้ว ตัวการที่ทำให้ไตเสื่อมไวพังเร็วนั้น ก็คือ “ภาวะโรคเบาหวาน” ต่างหาก เพราะคนที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีน้ำตาลในเลือดสูง ความหนืดของเลือดเพิ่มมากขึ้น ทำให้การกรองของเสียของไตทำงานเพิ่มขึ้น น้ำตาลในปัสสาวะที่สูงมากทำให้ไตไม่สามารถดูดกลับมาได้ทั้งหมด บางส่วนจึงถูกขับออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้นไปอีก ในผู้ป่วยบางรายอาจมีโปรตีนรั่วร่วมด้วย สังเกตได้จากปัสสาวะมีฟองมากขึ้น หากทิ้งระยะนี้ไว้โดยไม่ได้รักษาจะทำให้การกรองของไตค่อยๆ ลดประสิทธิภาพลง จนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ไตเสื่อมในที่สุดนั่นเอง ยปกติแล้วเวลาที่ผู้ป่วยเบาหวานมาติดตามการรักษาตามนัด แพทย์จะมีการตรวจค่าไตเป็นระยะสม่ำเสมอ เพื่อปรับขนาดยาลดเพิ่ม ให้เหมาะสมกับค่าไตของคนไข้แต่ละราย ดังนั้นยารักษาโรคเบาหวาน จึงไม่ใช่ตัวการที่ทำให้ไตเสื่อม แต่หากผู้ป่วยไม่ดูแลตัวเองให้ดี ไม่คุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี นั้นแหละคะ คือตัวการทำให้ไตเสื่อมเร็ว
-
ต้องรอให้สูงอายุก่อน ถึงจะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน?
นับเป็น “ความเชื่อที่ผิด” อย่างรุนแรง ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ระวังจนมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น เพราะคนทุกเพศทุกวัยก็สามารถป่วยเป็นโรคเบาหวานได้หมด โดยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะสามารถพบได้ตั้งแต่เด็กอายุน้อยๆ เป็นเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ซึ่งอินซูลินจะเป็นสารหลักที่ดึงเอาน้ำตาลไปใช้ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ก็จะทำให้เกิดน้ำตาลค้างสะสมในกระแสเลือดจนกลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด
ขณะที่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายยังผลิตอินซูลินได้ แต่เกิดภาวะดื้ออินซูลินส่งผลให้อินซูลินทำงานได้ไม่ดี ทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดสูงตามมา เบาหวานชนิดที่ 2 นี้จะพบมากในคนที่มีอายุมากขึ้น ส่วนใหญ่จะพบในคนที่มีความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักตัวมาก ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น และปัจจุบันมีแนวโน้มพบในคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมของคนในปัจจุบันที่นิยมอาหารจำพวกแป้ง-น้ำตาลมากขึ้น และขาดการออกกำลังกาย ทำให้เกิดน้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้นจนกลายเป็นโรคเบาหวานไปในที่สุด
-
ทานของหวานมากเกินไป จะทำให้เป็นโรคเบาหวาน
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น มีภาวะโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง มีประวัติพ่อแม่ หรือญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน จะถือว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าคนทั่วไป หากรับประทานของหวานมากเกินความต้องการของร่างกาย แต่ถึงแม้ว่าเราจะมีความเสี่ยงสูงแต่ถ้าควบคุมอาหารได้ดี หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก เราก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานน้อยลง เพราะเบาหวานไม่ได้ขึ้นอยู่กับของหวาน 100% ต่อให้เราไม่กินของหวาน แต่เราทานอาหารประเภทข้าว แป้งหรือไขมันมากจนเกินไป ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้ร่างกายดื้ออินซูลิน และทำให้เป็นเบาหวานได้ในที่สุด แม้จะไม่ได้กินของหวานมากก็ตาม
-
เบาหวานกันไม่ใช่โรคร้ายที่น่ากลัว?
เบาหวานถือเป็นหนึ่งใน “โรคอันตรายที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆในโลก” เลยก็ว่าได้ เพราะเบาหวานอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง โดยแบบเฉียบพลันที่เราทราบกันดี ก็คือ น้ำตาลในเลือดสูงมากจนทำให้หมดสติ ซึม เกิดภาวะเลือดเป็นกรด อันนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในที่สุด
ส่วนในกรณีที่เป็นแบบเรื้อรัง ก็มักจะเป็นเรื่องของหลอดเลือดที่ผิดปกติ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ แล้วก็เส้นเลือดที่เท้าตีบ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับกลุ่มหลอดเลือดใหญ่ ส่วนที่เป็นเส้นเลือดขนาดเล็ก ก็อาจเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต แล้วก็เส้นประสาทเสื่อม เป็นต้น
-
โรคเบาหวาน ห้ามรับประทานของหวานโดยเด็ดขาด
“ไม่ถูกต้องเสมอไป” โดยผู้ป่วยเบาหวานที่ยังคุมน้ำตาลได้ไม่ดี หรือผู้ป่วยเบาหวานที่เพิ่งเป็นใหม่ๆ แนะนำให้ “งด” คือหยุดรับประทานของหวานไปก่อน เพื่อให้สามารถรักษาโรคและคุมระดับน้ำตาลให้ได้ ส่วนกรณีผู้ป่วยที่คุมระดับน้ำตาลได้ดีแล้ว สามารถรับประทานของหวานได้ แต่แนะนำเป็นการ “ทานแบบแลกเปลี่ยนอาหาร” เช่น ในกรณีที่เราอยากทานขนมหวานมื้อไหน ก็ควรลดแป้ง ลดคาร์โบไฮเดรตในมื้อนั้นๆ ลง เพื่อให้เป็นการแลกเปลี่ยนกัน เพราะในแป้งก็มีน้ำตาล ของหวานก็มีน้ำตาล ถ้าเราทานคู่กัน ก็จะยิ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ดังนั้น เราจึงควรลดแป้งลงหากอยากทานของหวาน เพื่อให้สามารถคุมโรคและระดับน้ำตาลของตัวเองได้ดี นอกจากนี้ การทานแบบแลกเปลี่ยนยังจะช่วยทำให้เราได้ทานอาหารได้อย่างมีความสุขมากขึ้น แต่ไม่แนะนำให้ใช้วิธีแลกเปลี่ยนอาหารบ่อยๆ เพราะอาจทำให้ติดรสหวานจนควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
-
ห้ามบริจาคเลือดให้ใคร ถ้าถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
ในความเป็นจริงแล้วคนเป็นเบาหวานสามารถบริจาคเลือดได้ เพียงแต่มีข้อควรระวัง คือ ต้องบริจาคเมื่อสภาพร่างกายพร้อมเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจตีบ การบริจาคเลือดจึงอาจทำให้โรคแทรกซ้อนดังกล่าวกำเริบ หรือแสดงอาการที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้
เลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่ใช่เลือดที่ไร้ประโยชน์ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งพลาสม่า เกล็ดเลือด หรือเม็ดเลือดขาว ดังนั้น คนเป็นเบาหวานจึงบริจาคเลือดได้ และเลือดที่บริจาคไปก็ใช้ประโยชน์ได้ แต่จะต้องให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมสมบูรณ์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเอง
-
ผอม=ไม่เป็นเบาหวาน?
จริงอยู่ที่ว่าคนอ้วนมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนปกติทั่วไปถึง 50% เพราะภาวะอ้วนจะทำให้ร่างกายดื้ออินซูลิน เกิดน้ำตาลสะสมในเลือดจนกลายเป็นเบาหวานในที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ “ไม่ได้หมายความว่าคนผอม คนไม่อ้วนจะเป็นโรคเบาหวานไม่ได้” เพราะหากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ผลิตอินซูลินไม่ได้ อันนี้ต่อให้ไม่อ้วนก็เป็นเบาหวานได้เช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะหุ่นแบบไหนก็อย่าชะล่าใจเบาหวาน
-
ผู้ป่วยเบาหวานฉีดอินซูลินรักษา แสดงว่าเข้าขั้นโคม่าอาการหนัก
การใช้อินซูลิน คือ วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง “อาการหนัก” ถึงจะฉีดอินซูลิน เพราะการฉีดอินซูลินรักษา จะพิจารณาตามความเหมาะสมของแพทย์ อย่างในกรณีผู้ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แล้วมีโรคตับ โรคไตเรื้อรังร่วมด้วย ไม่สามารถทานยาบางชนิดได้ หรือทานยาแล้วแต่ยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีพอ แพทย์ก็จะพิจารณาใช้การฉีดอินซูลินเข้าช่วย ไม่ได้จำเป็นว่าต้องอาการหนัก จึงฉีดอินซูลินรักษา
4 พฤติกรรมควรเลี่ยง ช่วยคุมความดันและน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเรื้อรัง
-
น้ำตาลจากผลไม้ กินดี กินได้ ไม่อันตราย
ต้องทำความเข้าใจให้ชัดกันตรงนี้เลยว่า “น้ำตาลจากผลไม้ก็ส่งผลต่อความเสี่ยงทำให้เป็นโรคเบาหวานได้” เช่นกัน เพราะในผลไม้ส่วนใหญ่มีน้ำตาลฟรุกโตสซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้ ดังนั้น การรับประทานน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญได้ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และอาจทำให้เกิดไขมันเกาะตับได้มากกว่ากลูโคสอีกด้วยดังนั้นควรทานผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม
เลือกทานผลไม้ที่น้ำตาลน้อย อย่างแอปเปิล ชมพู่ แก้วมังกร ฝรั่ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่รสไม่หวานจัด จึงเป็นทางเลือกที่ดี มีประโยชน์ ให้วิตามินและไฟเบอร์ อีกทั้งยังปลอดภัยกับร่างกายมากกว่า
-
แป้งและน้ำตาลเท่านั้น ที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน
ไม่จริงเสมอไป เนื่องจากอาหารประเภทไขมันและโปรตีน ก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน เพียงแต่ใช้เวลานานกว่า หากทานอาหารดังกล่าวเป็นปริมาณมาก ร่วมกับมีความเสี่ยงอื่นๆ เช่น โรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์จนเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน แม้จะไม่ทานแป้งหรือน้ำตาลก็สามารถทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน ดังนั้น หากต้องการให้ตัวเองปลอดภัยห่างไกลจากเบาหวานจริงๆ ก็ต้องดูแลภาพรวมของการรับประทานให้ดี คุมความเสี่ยงให้ดี ไม่ให้ตัวเองอ้วน จึงจะปลอดภัย
-
เบาหวานรักษาหายได้ ด้วยสมุนไพร ไม่จำเป็นต้องใช้ยา
สมุนไพรบางตัวมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง เช่น หนานเฉาเหว่ย รางจืด ปอกะบิด เป็นต้น แต่ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการทำการศึกษาในสัตว์ทดลองหรือทดลองในวงเล็กๆ ที่ไม่ได้ทำกันทั่วโลก จึงทำให้เราไม่อาจทราบได้จริงๆ ว่าต้องทานปริมาณเท่าไร จึงจะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเกณฑ์ และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรในผู้ที่มีโรคตับ โรคไตเรื้อรัง ว่าต้องปรับขนาดอย่างไร สามารถรับประทานต่อเนื่องได้หรือไม่ อีกทั้งไม่ทราบผลข้างเคียงของสมุนไพรเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานที่ดีและปลอดภัยที่สุดนั้น จึงควรเป็นไปตามการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้ผ่านการศึกษาจนได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับใช้กันทั่วโลก
ยิ่งโรคเบาหวานเป็นที่รู้จัก ยิ่งมีเรื่องความเชื่อหนาหู และอยู่ในสังคมมานาน จนหลายคนหลงเชื่ออาจนำไปสูจุดที่เข้าสู่กระบวนการรักษาล่าช้า ทำให้เกิดเป็นโรคเรื้อรัง ควบคุมยาก ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คงหนีไม่พ้น จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น มี ดังนั้นเราทุกคนควรทำความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อใช้ดูแลตัวเอง และดูแลคนที่เรารัก ให้ปลอดภัยจากโรคเบาหวาน รวมถึงควรหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำตาล หรือการตรวจหาภาวะความเสี่ยงเบาหวานเป็นประจำในทุกๆ ปี
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 3
กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด เสริมระบบเผาผลาญ ช่วยลดน้ำหนักตามเป้าหมาย
“ปวดไมเกรนบ่อย” มีอาการอื่นร่วมอาจป่วยผนังหัวใจรั่ว ต้องรีบรักษา