“สูบบุหรี่” เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เปิดวิธีตรวจวินิจฉัย
รู้หรือไม่ ? ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่ากว่า 25% ของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีพฤติกรรมสูบบุหรี่เป็นประจำ เช็กสัญญาณโรคที่นี้!
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นับเป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อย จากภาวะที่มีการอุดตันภายในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถส่งออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ จนหัวใจเกิดการขาดเลือดในที่สุด โดยหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากมีการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงร่วมกับมีการสะสมของคราบไขมันภายในหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจ และเมื่อมีการอุดตันของคราบไขมันภายในหลอดเลือดมากขึ้นจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ จึงเกิดเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดในที่สุด
ใครบ้างที่เสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งได้แก่ อายุ พันธุกรรม และเพศ โดยพบว่าเพศชายจะมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิงในวัยมีประจำเดือน แต่เมื่อหมดประจำเดือน จะนับว่ามีความเสี่ยงพอ ๆ กันทั้ง 2 เพศ
- ปัจจัยที่ควบคุมได้ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือด และภาวะอ้วน
อาการระวังหลอดเลือดหัวใจตีบ
อาการแสดงออกของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีหลายแบบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอุดตันของหลอดเลือด บางส่วนอาจไม่มีอาการ โดยแบ่งให้เข้าใจง่าย ๆ คือ
อาการแบบเฉียบพลัน
- แน่นหน้าอกรุนแรง
- หายใจเหนื่อยเฉียบพลัน
- เป็นลมหมดสติ
- อาจร้ายแรงจนหัวใจหยุดเต้นได้
อาการแบบเรื้อรัง
หลอดเลือดหัวใจอุดตัน แต่ยังไม่อุดตันทั้งหมด เลือดยังไหลผ่านได้ แต่ไหลผ่านน้อยลง
- บางรายไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ
- บางรายแสดงอาการบางเวลา โดยเฉพาะเวลาที่ออกแรงมาก ๆ เนื่องจากเวลาที่ออกแรงกล้ามเนื้อหัวใจ จะต้องการเลือดในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเลือดไหลไปเลี้ยงได้ไม่เพียงพอกับที่ต้องการ ก็อาจจะแสดงอาการ
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม
อาการที่พบได้ทั่วไปก็คือแน่นหน้าอกบริเวณกลางหน้าอก หรือด้านซ้าย โดยจะมีลักษณะคล้ายถูกกดทับและอาจเจ็บร้าวไปถึงบริเวณแขนซ้าย หรือกรามซ้ายได้ นอกจากนี้ อาจมีอาการเหงื่อแตก ใจสั่นร่วมด้วยได้
ตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ใช้ระยะเวลารวดเร็ว และสามารถวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือดได้ โดยเฉพาะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
- การตรวจระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจในเลือด (Cardiac Enzyme Test) โดยระดับเอนไซม์ดังกล่าวจะขึ้นสูงในเลือด เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจมีการขาดเลือด จึงสามารถเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ Echocardiogram เป็นการใช้คลื่นเสียงสะท้อน ทำให้เห็นรูปร่างและลักษณะการทำงาน รวมถึงความแข็งแรงของการบีบตัวของหัวใจ รวมถึงสามารถดูการเปิด-ปิด ของลิ้นหัวใจได้
- Exercise Stress Test เป็นการทดสอบโดยการเพิ่มการเต้นและการบีบตัวของหัวใจ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเพิ่มความเครียดให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นแล้วดูว่ากล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนเพียงพอหรือไม่ โดยวิธีที่นิยมใช้ก็คือการวิ่งสายพาน หรือปั่นจักรยาน หรือที่เราคุ้นหูกันว่า EST (Exercise Stress Test) นั่นเอง
ระหว่างทำจะมีการสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก ใจสั่น วูบ เป็นต้น และจะมีการติดคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังอยู่ตลอด เพื่อประเมินหาภาวะหัวใจขาดเลือด อีกวิธีหนึ่งที่สามารถประเมินภาวะหัวใจขาดเลือดได้ คือ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงร่วมกับการออกกำลังกาย โดยใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงตรวจหาว่ากล้ามเนื้อหัวใจมีการบีบตัวที่ผิดปกติหรือไม่ขณะออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังสามารถประเมินลักษณะความผิดปกติของลิ้นหัวใจขณะออกกำลังได้อีกด้วย
CT SCAN การสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ
เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยการวัดคะแนนหินปูนในหัวใจ หรือ CT Calcium Score
- ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าร่างกาย และใช้เวลาตรวจไม่เกิน 15 นาที โดยจะเป็นการประเมินปริมาณแคลเซียมออกมาเป็นตัวเลข หากมีค่ามากแปลว่าเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดหัวใจมาก แพทย์จะสามารถใช้เป็นข้อมูลวิเคราะห์ เพื่อตัดสินใจให้การรักษาต่อไปอย่างเหมาะสม
การสแกนตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Coronary CT Angiography)
- ตรวจดูเส้นเลือดหัวใจว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ บริเวณโครงสร้างหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ ข้อดีคือ สามารถประเมินความรุนแรงของการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจแต่ละเส้นได้ค่อนข้างละเอียด และยังสามารถใช้ติดตามการรักษา ภายหลังจากการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจได้ โดยผู้ที่เข้ารับการตรวจจะได้รับสารทึบรังสี เพื่อให้ได้ภาพเอกซเรย์ที่ชัดเจน
การตรวจหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI
- สามารถให้ข้อมูลได้หลายอย่าง ทั้งขนาด ความหนา การบีบตัวของหัวใจ และประเมินการตีบหรือรั่วของลิ้นหัวใจได้ รวมถึงยังสามารถวัดปริมาณแผลเป็นภายในหัวใจและประเมินความรุนแรงของภาวะหัวใจขาดเลือดได้ได้ ข้อจำกัดคือ ใช้ระยะเวลาในการตรวจค่อนข้างนาน และต้องสามารถอยู่นิ่งในขณะทำการตรวจ รวมถึงสามารถกลั้นหายใจตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ได้
การฉีดสีสวนหัวใจ
- เป็นหัตถการที่สามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ในครั้งเดียว โดยการใส่สายสวนขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 มม. ทางหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือ หรือขาหนีบ แล้วฉีดสารทึบรังสีดูบริเวณหลอดเลือดหัวใจว่ามีการตีบตันหรือไม่ หากตรวจพบการตีบตันที่รุนแรงก็สามารถใส่ขดลวดเพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจได้ในครั้งเดียว เป็นหัตถการที่สามารถทำได้โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยา
หากประเมินแล้วพบว่าผู้ป่วยมีอาการและหลักฐานการตรวจวินิจฉัยที่สมควรได้รับการรักษาหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะทำการรักษา โดยในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ
- การขยายเส้นเลือดหัวใจด้วยบอลลูน โดยการใส่สายสวนขนาดเล็กที่มีบอลลูนอยู่ปลายสาย ผ่านทางหลอดเลือดแดง เพื่อนำบอลลูนไปขยายบริเวณหลอดเลือดที่ตีบให้กว้างขึ้น และใส่ขดลวดเพื่อค้ำยันบริเวณที่ตีบค้างเอาไว้ เพื่อเสริมความแข็งแรงและลดโอกาสการตีบซ้ำ
- การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือการผ่าตัดบายพาสหัวใจ มักใช้ในผู้ที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบชนิดรุนแรง และอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ หรือมีการตีบหลายจุดที่ไม่สามารถทำการขยายด้วยบอลลูนได้ โดยแพทย์จะใช้เส้นเลือดภายในทรวงอกหรือเส้นเลือดบริเวณขา มาเย็บต่อเส้นเลือดโดยข้ามผ่านบริเวณที่ตีบไป เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีใด หลังการรักษาจะต้อง “ทานยาต้านเกล็ดเลือด” ไปตลอดชีวิต ป้องกันการมีหลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำ แต่ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ใช่โรคที่รักษาให้หายขาดได้ ต้องหมั่นดูแลตัวเองโดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงตามที่ได้กล่าวมา ก็จะลดโอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มเติมได้นั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 3