เช็กด่วน! 10 ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านม หญิงไทยพบผู้ป่วยใหม่ราว 50 คนต่อวัน
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในหญิงไทย แพทย์เผย 10 ปัจจัยเสี่ยง อาทิทั้งอายุ, พันธุกรรม, แนะควรตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 20 ปี และแมมโมแกรมปีละครั้งเพื่อตรวจพบเร็วรักษาหายได้
มะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดจากสถิติผู้ป่วยมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาตินับแต่ปีพ.ศ.2553 เป็นต้นมา จากเดิมเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ของมะเร็งในหญิงไทยรองจากโรคมะเร็งปากมดลูก แต่เนื่องจากแนวโน้มของอุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยจากอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมในหญิงไทยอยู่ที่ 20.5 รายต่อประชากร 100,000 คนในปีพ.ศ. 2542 เพิ่มขึ้นเป็น 26.4 รายต่อประชากร 100,000 คนในปี พ.ศ. 2552
ปัจจุบันในไทยพบผู้ป่วยใหม่ประมาณ 50 คนต่อวัน เฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน และเสียชีวิตถึง 13 คนต่อวัน จึงถือเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตอันดับ 1 ของสตรีไทยและสตรีทั่วโลก โดยจังหวัดที่มีอุบัติการณ์สูงสุดตามลำดับ คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และระยอง โดยอยู่ที่ประมาณ 34 ถึง 40 รายต่อประชากรเพศหญิง 100,000 คน สังเกตได้ว่าทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดที่มีการเจริญเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้งของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง
มะเร็งเต้านมพบได้ในคนอายุน้อยตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยมีช่วงอายุพบได้สูงสุดในหญิงอายุ 45 – 55 ปี แต่ในระยะหลังพบว่ามีผู้หญิงวัยรุ่นอายุน้อยก็สามารถป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้และความรุนแรงของโรคยังมากกว่าผู้ป่วยที่อายุมาก อาจจะอธิบายได้จากรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนไปตามความเจริญของสังคมเมืองและอุตสาหกรรมจึงทำให้มีโอกาสสัมผัสสารก่อมะเร็งหรือปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้มากขึ้น
10 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดมะเร็งเต้านม
สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด ทราบเพียงว่ามีปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ยกตัวอย่างเช่น
- เพศหญิง มีฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญของเซลส์มะเร็งเต้านมได้ จึงมีโอกาสป่วยเป็นโรคได้มากกว่าเพศชาย แต่ผู้ชายก็สามารถป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นกันโดยมีอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยกว่าผู้หญิงเกือบ 100 เท่า
- เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก็เพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยจะมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
- กรรมพันธุ์ ผู้หญิงที่มีญาติสายตรง ได้แก่ มารดา พี่สาว น้องสาว และลูกสาว เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะในกรณีที่ญาติเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่อายุน้อยกว่า 40 ปีหรือเป็นกันหลายคนมากกว่า 2 คนขึ้นไป เป็นมะเร็งเต้านมทั้ง 2 ข้างและเป็นมะเร็งรังไข่ จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะถ้ามีตรวบพบว่าความผิดปกติทางพันธุกรรมเช่น การกลายพันธุ์ของยีนชื่อ BRCA จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงมาก
- ประวัติโรคมะเร็งในอดีต ถ้าเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน ก็มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้างหรือบริเวณรอบเต้านมข้างเดิมมากกว่าคนปกติที่ไม่เคยเป็นมะเร็งมาก่อน 3-4 เท่า
- ประวัติโรคทางเต้านมในอดีต ถ้าเคยผ่าตัดรักษาโรคทางเต้านมมาก่อน จะทราบผลชิ้นเนื้อของก้อนที่ผ่าตัดรักษาออกมา ซึ่งโรคบางโรคที่มีการเจริญของเซลส์ผิดปกติในเต้านมสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงหรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งเต้านมได้ในอนาคต เช่น Atypical ductal hyperplasia (ADH), Atypical lobular hyperplasia (ALH) และ Lobular carcinoma in situ (LCIS) เป็นต้น
- ประวัติประจำเดือน การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หรือ หมดประจำเดือนช้ากว่าอายุ 55 ร่างกายของผู้หญิงจะมีช่วงเวลาสัมผัสกับฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
- ประวัติการรับรังสีบริเวณเต้านม ไม่ว่าจะเป็นการรับรังสีจากการฉายแสงเพื่อรักษาโรคหรือจากสารกัมมันตภาพรังสี ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปี พบว่าเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม
- การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ผู้ป่วยที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือมีบุตรคนแรกตอนอายุมากกว่า 30 ปีจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันการตั้งครรภ์หลายครั้งและมีบุตรตั้งแต่อายุน้อยสามารถลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้ และการให้นมบุตรเป็นเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไปก็อาจจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เช่นกัน
- ยาคุมกำเนิดและการใช้ฮอร์โมน ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ แต่ความเสี่ยงที่ว่านี้จะหมดไปหากหยุดใช้ยาเกิน 10 ปี ส่วนการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อรักษาอาการของภาวะหมดประจำเดือนจะเพิ่มทั้งความเสี่ยงและอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม
- ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งได้ถ้าดื่มเป็นประจำทุกวัน ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินโดยเฉพาะในสตรีวัยหมดประจำเดือนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมได้เนื่องจากไขมันส่วนเกินเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเพศทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นว่าเมื่อพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมแล้ว ผู้หญิงรายนั้นจะต้องป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเสมอไป เพราะมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงเลยแต่กลับป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นเดียวกัน
จึงสรุปว่าถึงแม้จะมีหรือไม่มีปัจจัยเสี่ยง ก็ควรเอาใจใส่ในสุขภาพเต้านมของตนเอง เพราะในการป้องกันและรักษามะเร็งเต้านมนั้น ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรคที่มักจะไม่แสดงอาการทางร่างกายใด ๆ จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดจากโรคได้สูงและสามารถมีอายุยืนยาวเหมือนคนปกติที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง
จึงมีการรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้หญิงอายุมากกว่า 20 ปีทุกคนตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และเมื่ออายุครบ 35 ถึง 40 ปีก็ควรมาตรวจเต้านมกับแพทย์ที่โรงพยาบาล และทำแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านมเป็นประจำทุกปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านมทางพันธุกรรมหรือครอบครัว ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 25-30 ปีขึ้นไป แต่ก็ยังมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยคลำพบก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในเต้านม โดยโรคระยะนี้มักจะเริ่มมีการกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองและอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นของร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา