“อาหารคลีน” ดีต่อหัวใจเป็นมิตรเพิ่มความแข็งแรงหลอดเลือด ลดเสี่ยงมะเร็ง
อาหารคลีนขึ้นชื่อว่าดีและเป็นมิตรต่อผู้รักสุขภาพ ผ่านการปรุงแต่งและใกล้เคียงกับธรรมชาติ แถมยังดีต่อใจเพิ่มความแข็งแรงให้หลอดเลือดด้วย
อาหารคลีน เป็นที่นิยมของหมู่ในผู้รักสุขภาพ และมีความใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด อีกทั้งยังผ่านการปรุงแต่งและแปรรูปน้อย ไม่มีการปนเปื้อนจากสารเคมีหรือวัตถุกันเสีย ช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเพิ่มความแข็งแรงให้หลอดเลือดหัวใจ
คุณประโยชน์ของการกินคลีนที่ดีต่อสุขภาพหลอดเลือดหัวใจของคุณ ได้แก่
- ร่างกายสมดุล เพราะอาหารคลีนมีพืชผักมาก เป็นแหล่งของวิตามินบีที่มีส่วนช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีตามปกติ
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การกินคาร์โบไฮเดรตแปรรูป เช่น ขนมหวานหรือธัญพืชขัดสี อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดอาการเมื่อยล้า แนะนำให้เลือกคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น มื้อเช้าเลือกกินธัญพืชเต็มเมล็ดที่อุดมด้วยไฟเบอร์ ซึ่งให้พลังงานคงอยู่จนถึงมื้อกลางวัน
- ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ผักผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยให้สุขภาพดีในระยะยาวลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด มีสารอาหารที่ช่วยรักษาความแข็งแรงของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดีอย่างถั่ว,อะโวคาโดและน้ำมันมะกอก ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายช่วยต่อสู้กับโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ช่วยป้องกันมะเร็ง อาหารที่อุดมไปด้วยผักและผลไม้จะช่วยเพิ่มปริมาณสารอาหารจากไฟโตนิวเทรียนท์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อสู้กับการเติบโตของมะเร็งได้
- สุขภาพจิตดีขึ้น อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตใจด้วย สารอาหารบางอย่าง เช่น วิตามินบี 6 ช่วยทำให้โดพามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกมีความสุข กรดไขมันโอเมก้า 3 การจำกัดคาเฟอีน 2 – 3 แก้ว/วัน ช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี และการไม่อดอาหารสามารถหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวหรืออาการปวดท้องจากความเครียดได้ จำไว้ว่าการขาดสารอาหารอาจทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดและซึมเศร้าได้
“ขนมปัง” ของหาง่ายกินได้ทุกวัน ไฟเบอร์สูงทางออกคนมีปัญหาเรื่องลำไส้
เห็ดอร่อยประโยชน์ล้ำ! แนะวิธีล้างเห็ดได้ถูกต้องไม่อมน้ำเสียรสชาติ
สุดยอดโปรตีนจากพืช! “เต้าหู้” ดีต่อหัวใจช่วยปรับฮอร์โมนวัยทองให้คงที่
เทคนิคดีๆ ในการเลือกทานอาหารคลีน- ทานเป็นมื้อน้อยๆ ในปริมาณที่เหมาะสมซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 6 มื้อ โดยจะรับประทานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ พร้อมทั้ง
- การดื่มน้ำในปริมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน
- หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของหวาน น้ำตาล ไขมันที่ไม่ดี และแอลกอฮอล์ เช่น น้ำหวาน ของทอด ขนมหวานต่างๆ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ ไขมันที่ดี เน้นวัตถุดิบที่นำมาใช้ เครื่องปรุงจากธรรมชาติ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ,โรงพยาบาลรัษฎา